องคมนตรี ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชตะพานหิน จังหวัดพิจิตร โดยมีการจัดตั้งศูนย์สุขภาพชุมชน และศูนย์คนไทยห่างไกล NCDs ดูแลผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในพื้นที่ด้วยการบูรณาการความร่วมมือกับท้องถิ่นและชุมชน พร้อมเปิดคลินิกหมอครอบครัว ให้บริการสุขภาพปฐมภูมิตามหลักเวชศาสตร์ครอบครัว ช่วยลดความแออัดในโรงพยาบาล

วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา องคมนตรี พร้อมด้วยคณะกรรมการมูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชตะพานหิน จังหวัดพิจิตร เปิดคลินิกหมอครอบครัว มอบเข็มเชิดชูเกียรติและประกาศนียบัตรให้กับผู้มีอุปการคุณ มอบถุงพระราชทานให้กับผู้ป่วย และให้กำลังใจบุคลากรผู้ปฏิบัติงาน โดยมี น.ส.ธนียา นัยพินิจ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร นพ.ภานุวัฒน์ ปานเกตุ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ดร.นพ.อดิสรณ์ วรรธนะศักดิ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 3 นพ.วิศิษฎ์ อภิสิทธิ์วิทยา นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดพิจิตร และส่วนราชการในพื้นที่ให้การต้อนรับ
นพ.ภานุวัฒน์ กล่าวว่า โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชตะพานหิน เป็นโรงพยาบาลชุมชนขนาด 90 เตียง ดูแลประชาชนในอำเภอตะพานหิน 63,062 คน และพื้นที่ใกล้เคียง ในปี พ.ศ.2568 มีผู้รับบริการทั้งหมด 213,420 ครั้ง ผู้ป่วยนอกเฉลี่ย 576 คนต่อวัน ผู้ป่วยใน 6,934 คนต่อปี ทำให้มีความแออัด ผู้ป่วยรอคอยนาน จึงได้ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเปิดคลินิกหมอครอบครัว (Primary Care Cluster : PCC) ณ อาคารอเนกประสงค์เทศบาลเมืองตะพานหิน ให้บริการสุขภาพปฐมภูมิตามหลักเวชศาสตร์ครอบครัว โดยทีมสหวิชาชีพ ดูแลประชาชนแบบใกล้บ้านใกล้ใจ ทั้งการส่งเสริมสุขภาพ ป้องกัน รักษา ฟื้นฟู กลุ่มผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง บริการทันตกรรม แพทย์แผนไทย อุบัติเหตุฉุกเฉิน ช่วยลดความแออัดในโรงพยาบาล รวมทั้งเยี่ยมบ้านผู้ป่วยติดบ้านติดเตียงครอบคลุมประชากร 14,759 คน 6,095 ครัวเรือน

สำหรับกลุ่มผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ในเขตเทศบาลเมืองตะพานหิน มีจำนวน 2,420 คน เป็นผู้ป่วยความดันโลหิตสูง 1,484 คน เบาหวาน 936 คน โดยปี 2568 ที่ผ่านมา ผู้ป่วยทั้งสองโรคเข้ารับบริการที่โรงพยาบาลสูงถึง 32,558 ครั้ง จึงได้ร่วมมือกับชุมชนจัดตั้งศูนย์เรียนรู้การดูแลสุขภาพในชุมชน 13 แห่ง และในปีนี้ มีแผนที่จะเปิดเพิ่มอีก 3 แห่ง ให้ครอบคลุมพื้นที่ 100% เพื่อขับเคลื่อนกิจกรรมเสริมพลังการทำงานด้านโรคเรื้อรังในชุมชน โดยมีการอบรมแกนนําและอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) ให้เป็นผู้นําด้านสุขภาพ ร่วมวิเคราะห์ปัญหา วางแผนดำเนินกิจกรรมที่สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ สร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาวะ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในการแก้ไขปัญหาแบบองค์รวม ทำให้ผู้ป่วยโรคเบาหวานสามารถควบคุมโรคได้เพิ่มขึ้นจาก ร้อยละ 41 ในปี 2567 เป็นร้อยละ 44 ในปี 2568 นอกจากนี้ ยังจัดตั้ง “ศูนย์คนไทยห่างไกล NCD” ณ ชุมชนหัวดาน เป็นพื้นที่ให้ประชาชนเรียนรู้ดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่องทุกเดือน โดยชุมชนเป็นผู้ดําเนินการเอง และมีแผนขยายเพิ่มอีก 1 แห่ง ณ ชุมชนเทวประสาท เพื่อขับเคลื่อนการบริหารจัดการโรคในระดับพื้นที่อย่างยั่งยืน โดยได้รับรางวัล “รองชนะเลิศอันดับ 1” ในการประกวด NCD Clinic Plus Awards ระดับเขตสุขภาพที่ 3








