
วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง รายงานความคืบหน้ากรณีเรือบรรทุกสินค้า SEALLOYD ARC PANAMA สัญชาติปานามา ประสบเหตุอัปปางเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 เวลาประมาณ 15.30 น. บริเวณทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะแก้วน้อย จังหวัดภูเก็ต ระยะห่างจากฝั่งประมาณ 1.82 ไมล์ทะเล ในระดับความลึกประมาณ 55 เมตร โดยเรือลำดังกล่าวบรรทุกน้ำมันความหนัก (Heavy Oil) ประมาณ 98 ตัน น้ำมันเบา (Marine Diesel Oil) ประมาณ 32 ตัน และสารเคมีบางประเภท ซึ่งทำให้มีน้ำมันรั่วลงสู่ทะเลจากรอยรั่วใต้ท้องเรือ ดร.ปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง จึงได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมตรวจสอบผลกระทบต่อทรัพยากรทางทะเลอย่างเร่งด่วน

เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ เจ้าหน้าที่กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ปฏิบัติการเฝ้าระวังและประเมินผลกระทบตรวจพบการกระจายของคราบน้ำมันในทะเลเป็นวงกว้าง บริเวณทิศตะวันตกถึงตะวันตกเฉียงใต้ของจุดเกิดเหตุ และพบตู้คอนเทนเนอร์บางส่วนลอยห่างจากจุดอัปปางไปทางตะวันตกเฉียงใต้ ประมาณ 17 กิโลเมตร โดยจากการสร้างแบบจำลองการพัดพาคราบน้ำมันจากหลายหน่วยงาน พบคราบน้ำมันเคลื่อนตัวออกห่างจากฝั่งไปทางทิศตะวันตก ไม่แสดงแนวโน้มพัดเข้าสู่แนวชายฝั่งหรือแหล่งทรัพยากรสำคัญในช่วงเวลาดังกล่าว แต่ได้มีการกำหนดพื้นที่เฝ้าระวังแนวปะการัง หญ้าทะเล และสัตว์ทะเลหายากบริเวณโดยรอบ เพื่อเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
จากนั้นได้ตรวจพบตำแหน่งเรือใต้น้ำอย่างชัดเจนที่ความลึกประมาณ 61 เมตร ห่างจากจุดแจ้งเหตุเดิมไปทางเหนือประมาณ 2 กิโลเมตร และยังพบคราบน้ำมันบางส่วนบริเวณผิวน้ำเหนือจุดซากเรือ โดยศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามันตอนบน (ศวอบ.) ได้ดำเนินการเก็บตัวอย่างน้ำทะเลในพื้นที่เฝ้าระวัง โดยเฉพาะบริเวณแนวปะการังเกาะแก้วน้อย เกาะแก้วใหญ่ และพื้นที่ใกล้เคียง ผลการตรวจพบค่าปิโตรเลียมไฮโดรคาร์บอนรวม (TPH) อยู่ในช่วง 0.06–0.39 ไมโครกรัมต่อลิตร ซึ่งไม่เกินค่ามาตรฐานคุณภาพน้ำทะเลประเภทที่ 2 เพื่อการอนุรักษ์แหล่งปะการัง (<0.5 ไมโครกรัมต่อลิตร) และไม่พบคราบน้ำมันบริเวณพื้นที่คุ้มครองเกาะราชาใหญ่
ล่าสุดเมื่อ 11 กุมภาพันธ์ กรมทะเล ติดตามการรั่วไหลต่อเนื่อง พร้อมกับปรับแผนปฏิบัติการการตรวจวัดค่าความเป็นกรด–ด่าง (pH) ของน้ำทะเลบริเวณจุดเกิดเหตุ พบค่าอยู่ในช่วง 7.97–8.00 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ปกติของน้ำทะเล (ประมาณ 7.8–8.2) ไม่พบสัญญาณบ่งชี้ภาวะความเป็นกรดรุนแรงจากสารเคมี
กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปรับแผนปฏิบัติการ 5 ขั้นตอน ได้แก่ 1. สำรวจตัวเรือ ประเมินโครงสร้างและตำแหน่งรอยรั่ว 2. ควบคุมและขจัดคราบน้ำมัน ในทะเล (ซึ่งเป็นภารกิจหลักของ กรม ทช.) 3. อุดรอยรั่ว ลดการรั่วไหลเพิ่มเติม 4. กู้เรือ 5. สนับสนุนข้อมูลปฏิบัติการ ซึ่งกรมฯ ยืนยันว่าจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดทั้งในมิติภาคสนามและข้อมูลเชิงวิชาการ เพื่อปกป้องแนวปะการัง แหล่งหญ้าทะเล และสัตว์ทะเลหายากในพื้นที่ทะเลอันดามัน พร้อมรายงานความคืบหน้าให้ประชาชนทราบอย่างต่อเนื่อง








