ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.42 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นมาก”

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.42 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นมาก” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ 31.67 บาทต่อดอลลาร์

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง ทะลุโซนแนวรับ 31.50 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 31.41-31.67 บาทต่อดอลลาร์) โดยเฉพาะในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย ที่ราคาทองคำ (XAUUSD) ปรับตัวสูงขึ้น ตามความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับ อิหร่านที่กลับมาร้อนแรงอีกครั้ง ส่วนเงินดอลลาร์พลิกกลับมาอ่อนค่าลงบ้าง หลังเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้างเช่นกัน ตามความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่ร้อนแรงขึ้น แม้จะมีจังหวะอ่อนค่าลง ทะลุโซน 157.50 เยนต่อดอลลาร์ ในช่วงเช้า หลังรับรู้ผลการเลือกตั้งญี่ปุ่น ที่พรรค LDP และพันธมิตร สามารถคว้าเสียงข้างมากในสภาแบบ Supermajority (เกิน 2 ใน 3 ของสภา)

สัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทเคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจน แม้เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้น ทว่า ราคาทองคำยังคงสามารถปรับตัวสูงขึ้นต่อได้ อีกทั้ง นักลงทุนต่างชาติได้ทยอยเข้าซื้อสินทรัพย์ไทย ทั้งหุ้นและบอนด์ ต่อเนื่อง

สำหรับสัปดาห์นี้รวมถึงในช่วงระยะสั้น เราประเมินว่า ควรระวังความผันผวนในช่วงตลาดรับรู้ ข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ พร้อมระวังความผันผวน หลังรู้ผลการเลือกตั้งของญี่ปุ่นและไทย รวมถึง สถานการณ์ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์จากความตึงเครียดสหรัฐฯ – อิหร่าน

มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
▪ ฝั่งสหรัฐฯ – ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ รายงานข้อมูลตลาดแรงงาน ทั้ง ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) อัตราการว่างงาน (Unemployment Rate) ในเดือนมกราคม ที่ถูกเลื่อนประกาศจากสัปดาห์ก่อนหน้า ตามผลกระทบของภาวะ Government Shutdown นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญอื่นๆ อย่าง อัตราเงินเฟ้อ CPI เดือนมกราคม และยอดค้าปลีก (Retail Sales) ในเดือนธันวาคม โดยรายงานข้อมูลเศรษฐกิจดังกล่าว กอปรกับ ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED จะเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจส่งผลกระทบต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายของ FED ได้ อย่างมีนัยสำคัญ โดยล่าสุด บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างประเมินว่า FED มีโอกาสราว 23% ที่จะลดดอกเบี้ยได้ 3 ครั้ง ครั้งละ 25bps ในปีนี้ และนอกเหนือจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจดังกล่าว ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน พร้อมคอยติดตามความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ อาทิ สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่กลับมาร้อนแรงอีกครั้ง

▪ ฝั่งยุโรป – บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของทั้งธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) ผ่านถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ BOE และ ECB รวมถึงรายงานข้อมูลเศรษฐกิจ อย่าง อัตราการเติบโตเศรษฐกิจอังกฤษในไตรมาสที่ 4 ของปี 2025 และดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (Sentix Investor Confidence) ของยูโรโซน ในเดือนกุมภาพันธ์ เป็นต้น

▪ ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามสถานการณ์การเมืองญี่ปุ่น หลังรู้ผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของญี่ปุ่นที่พรรค LDP และพันธมิตรอาจได้ที่นั่งในสภาถึง 328 ที่นั่ง จาก 465 ที่นั่ง (หรือได้ Supermajority เกิน 2 ใน 3 หรือ 310 ที่นั่ง เปิดทางในการแก้ไขรัฐธรรมนูญและคัดค้านมติจากทางวุฒิสภาที่พรรค LDP ครองเสียงข้างน้อยได้) นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราการเติบโตของค่าจ้าง (Wage Growth) ของญี่ปุ่น ในเดือนธันวาคม ที่จะเป็นหนึ่งในปัจจัยในการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ส่วนทางฝั่งจีน ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น อัตราเงินเฟ้อ CPI ดัชนีราคาผู้ผลิต PPI รวมถึงราคาบ้านมือหนึ่ง มือสอง (New/Used Home Prices) ในเดือนมกราคม ซึ่งจะช่วยสะท้อนถึงแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนได้

▪ ฝั่งไทย – ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Consumer Confidence) เดือนมกราคม พร้อมรอติดตามทิศทางการเมืองไทย หลังเริ่มรู้ผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ ที่พรรคภูมิใจไทยจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากได้ สอดคล้องกับคาดการณ์ของเราที่ได้ประเมินไว้

สำหรับ แนวโน้มเงินบาท เราประเมินว่า เงินบาท (USDTHB) มีแนวโน้มทยอยแข็งค่าขึ้น หลังตลาดรับรู้ผลการเลือกตั้งของไทย ที่พรรคภูมิใจไทยและพันธมิตร จะสามารถจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากได้ สอดคล้องกับคาดการณ์ของเราที่ได้ประเมินไว้ก่อนหน้า นอกจากนี้ ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่กลับมาร้อนแรงในช่วงนี้ อาจหนุนการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำและเงินบาทได้ แต่เราขอเน้นย้ำว่า ราคาทองคำยังอยู่ในช่วงการพักฐาน ทำให้อาจมีจังหวะย่อตัวลงต่อได้ไม่ยาก หากตลาดคลายกังวลความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ หรือ เงินดอลลาร์พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น (ในกรณีที่ ข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ ออกมาดีกว่าคาด) ทำให้ เงินบาทยังเสี่ยงผันผวนสูงและอาจแกว่งตัวในกรอบกว้างได้

และที่สำคัญ เรามองว่า ควรระวังความผันผวนในตลาดค่าเงิน หากเงินเยนญี่ปุ่นอ่อนค่าลงหนัก หลังรู้ผลการเลือกตั้งญี่ปุ่น ทำให้ทางการญี่ปุ่น (และอาจมีทางการสหรัฐฯ เข้าร่วมด้วย) แทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น ซึ่งอาจเกิดขึ้นในช่วงวันพุธนี้ ที่เป็นวันหยุดของตลาดการเงินญี่ปุ่นและตลาดจะรับรู้รายงานข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ

ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทอาจแกว่งตัว Sideways หรือทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง ส่วนในแนวโน้มระยะกลางนั้น (ประเมินด้วย Time Frame Weekly) เงินบาทยังอยู่ในแนวโน้มแข็งค่าขึ้น จนกว่าจะสามารถอ่อนค่าทะลุโซน 31.80 บาทต่อดอลลาร์ และเราจะปรับมุมมองต่อแนวโน้มเงินบาทใหม่ หากสามารถอ่อนค่าทะลุเส้นค่าเฉลี่ย 30 สัปดาห์ แถวโซน 32.00-32.10 บาทต่อดอลลาร์

เราขอย้ำว่ามองว่า เงินบาทจะกลับมาอ่อนค่าลงได้อย่างต่อเนื่องนั้น จะต้องเห็น 1. การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดที่ชัดเจน ซึ่งต้องอาศัยข้อมูลการจ้างงานที่แข็งแกร่งและดีกว่าคาดมาก 2. การปรับตัวลดลงต่อเนื่องของราคาทองคำ หรือ ราคาทองคำเข้าสู่ช่วงการพักฐานใหม่ นอกจากนี้ หากราคาทองคำเร่งตัวสูงขึ้น ก็สามารถกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้เช่นกัน ผ่านโฟลว์ธุรกรรมไล่ราคาซื้อทองคำ หรือ Fear of Missing Out Buying Flows (FOMO Buy) และ 3. ปัจจัยภายในประเทศ ซึ่งควรจะต้องเห็นความเสี่ยงที่รุนแรงต่อปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจ เช่น การท่องเที่ยว การส่งออก อาทิ มาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ต่อสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และSemiconductor หรือปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ นักลงทุนต่างชาติแห่เทขายสินทรัพย์ไทย เช่น วิกฤตการเมือง

ในส่วนของเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์เสี่ยงเผชิญความผันผวน Two-Way risk โดยอาจได้แรงหนุนบ้าง หากเงินเยนญี่ปุ่นอ่อนค่าลง หลังรับรู้ผลเลือกตั้งญี่ปุ่น แต่หากรายงานข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ ออกมาแย่กว่าคาด อาจกดดันเงินดอลลาร์ให้อ่อนค่าลง ตามการทยอยปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED

มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 31.00-32.00 บาท/ดอลลาร์

ส่วนกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วงโมงข้างหน้า คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.30-31.60 บาท/ดอลลาร์