สาธารณรัฐตุรกีได้เพิ่มขั้นตอนการนำเข้าผลิตภัณฑ์อาหารที่ทำจากสัตว์หรือผลผลิตของสัตว์บางชนิด เพื่อให้เป็นไปตามกฎระเบียบด้านความปลอดภัยด้านอาหารและอาหารสัตว์ สาธารณสุขพืช สุขภาวะและการปรับปรุงพันธุ์สัตว์ ของสหภาพยุโรป (EU) โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า สาธารณรัฐตุรกี โดยกรมควบคุมอาหาร กระทรวงเกษตรและป่าไม้ (Directorate General of Food and Control, Ministry of Agriculture and Forestry) ได้เพิ่มขั้นตอนการนำเข้าผลิตภัณฑ์อาหารที่ทำจากสัตว์หรือผลผลิตของสัตว์บางชนิด ได้แก่ สินค้ากลุ่มผลิตภัณฑ์นม ผลิตภัณฑ์จากนม ปลาและอาหารทะเล เจลาตินและคอลลาเจนสำหรับบริโภค เพื่อให้เป็นไปตามกฎระเบียบด้านความปลอดภัยด้านอาหารและอาหารสัตว์ สาธารณสุขพืช สุขภาวะและการปรับปรุงพันธุ์สัตว์ ตามกฎหมาย “Veterinary Services, Plant Health, Food and Feed Law” เลขที่ 5996 ของสหภาพยุโรป (EU) โดยผู้ประกอบการที่จะสามารถส่งออกสินค้ากลุ่มดังกล่าวไปยังสาธารณรัฐตุรกีได้ ได้แก่ (1) ผู้ประกอบการที่เป็นประเทศสมาชิก EU ที่ลงทะเบียนและได้รับการอนุมัติผ่านระบบ TRACE NT ของ EU และ (2) ผู้ประกอบการที่ไม่เป็นประเทศสมาชิก EU ที่ได้รับอนุญาตจากกระทรวงเกษตรและป่าไม้ สาธารณรัฐตุรกี ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไทยที่ประสงค์จะส่งออกสินค้ากลุ่มดังกล่าวไปยังสาธารณรัฐตุรกี ให้ติดต่อหน่วยงานของไทยที่กำกับดูแลสินค้าแต่ละกลุ่ม (Certification Authority: CA) อาทิ สินค้าปลาและอาหารทะเล ให้ติดต่อไปที่กรมประมง เพื่อให้ดำเนินการส่งข้อมูลและเอกสารที่เกี่ยวข้องไปยังกรมควบคุมอาหาร กระทรวงเกษตรและป่าไม้ สาธารณรัฐตุรกี เพื่อพิจารณาอนุมัติให้เป็นผู้ส่งออกไปยังสาธารณรัฐตุรกีต่อไป และหลังจากนั้นผู้ประกอบการสามารถตรวจสอบรายชื่อผู้ได้รับอนุมัติให้ส่งออกได้ที่ระบบ Approved Establishment System of the Republic of Turkiye (TRIOS) โดยเข้าถึงได้ทางเว็บไซต์ https://trois.tarimorman.gov.tr/home
จากข้อมูลสถิติการค้า ปี 2568 (ม.ค. – พ.ย.) ไทยมีการส่งออกสินค้าไปยังสาธารณรัฐตุรกี มูลค่ารวม 40,616.16 ล้านบาท โดยสินค้าส่งออกสำคัญ 3 อันดับแรก ได้แก่ (1) รถยนต์/อุปกรณ์และส่วนประกอบ (2) เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ และ (3) ยางพารา และสำหรับสินค้ากลุ่มผลิตภัณฑ์นม ผลิตภัณฑ์จากนม ปลาและอาหารทะเล เจลาตินและคอลลาเจนสำหรับบริโภค ไทยมีการส่งออกไปยังสาธารณรัฐตุรกี มูลค่ารวม 498.68 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 1.23 ของมูลค่ารวมการส่งออกสินค้าไปสาธารณรัฐตุรกี โดยส่วนใหญ่เป็นการส่งออกปลาที่ปรุงแต่งหรือทำไว้ไม่ให้เสีย คาเวียร์และของที่ใช้แทนคาเวียร์ (พิกัด 1604)
นางอารดาฯ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า การเพิ่มขั้นตอนการนำเข้าสินค้าข้างต้นของสาธารณรัฐตุรกี อาจไม่ส่งผลกระทบต่อผู้ส่งออกไทยมากนัก เนื่องจากไทยมีการส่งออกสินค้ากลุ่มดังกล่าวไปสาธารณรัฐตุรกีเพียงเล็กน้อย อย่างไรก็ดี ผู้ส่งออกไทยควรศึกษาและติดตามข้อมูลกฎระเบียบตลอดจนเงื่อนไขการส่งออกอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อการส่งออก โดยสามารถ Scan QR Code เพื่อตรวจสอบพิกัดสินค้าที่สาธารณรัฐตุรกีเพิ่มขั้นตอนการนำเข้าดังกล่าว ทั้งนี้ กรมการค้าต่างประเทศจะติดตามความคืบหน้าเกี่ยวกับมาตรการของประเทศต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อเผยแพร่ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องทราบสำหรับเตรียมความพร้อมในการปรับตัวกับนโยบายฯ ของประเทศคู่ค้าต่อไป
อ้างอิง:
- กระทรวงการต่างประเทศ
- https://www.ditp.go.th/post/c726mqab53t6wxgpdg5nl0hn (สืบค้น ณ วันที่ 12 มกราคม 2569)
- https://tradereport.moc.go.th/th (สืบค้น ณ วันที่ 12 มกราคม 2569)

