สคทช. เผยขับเคลื่อนนโยบายที่ดินระดับชาติ บูรณาการ One Map สู่ความสำเร็จการแก้ไขแผนที่แนบท้าย พ.ร.ฎ. นิคมสร้างตนเองลำน้ำน่าน

วันที่ 30 มกราคม 2569 นายณัฐวุฒิ เปลื้องทุกข์ รองผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ โฆษกประจำสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ เปิดเผยว่า การดำเนินงานภายใต้การนำรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของประชาชนอย่างเป็นระบบ โปร่งใส และเป็นธรรม โดยได้มีข้อสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดแก้ไขปัญหาแนวเขตที่ดินของรัฐ ที่ทับซ้อนกัน รวมทั้งการแก้ไขปัญหาผลกระทบที่เกิดขั้นกับประชาชนจากการปรับปรุงแผนที่มาตราส่วน 1:4000 One map เพื่อให้การขับเคลื่อนการบริหารจัดการที่ดินให้เกิดผลสัมฤทธิ์เชิงนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม

นายณัฐวุฒิฯ โฆษกประจำ สคทช. กล่าวว่า “สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) ในฐานะหน่วยงานกลางด้านการจัดทำนโยบายและแผนการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดินของประเทศ ได้ดำเนินการขับเคลื่อนภารกิจตามนโยบายรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะภารกิจการปรับปรุงแผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐแบบบูรณาการ มาตราส่วน 1 : 4000 (One Map) เพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินในพื้นที่นิคมสร้างตนเองลำน้ำน่าน จังหวัดอุตรดิตถ์ เนื่องจากในพื้นที่ดังกล่าวมีกลุ่มราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนสิริกิติ์ โดยรัฐบาล ณ ขณะนั้นได้อพยพราษฎรมาอยูในพื้นที่นิคมสร้างตนเองลำน้ำน่าน ซึ่งก่อนที่ดำเนินการแก้ไขปัญหาพบว่ามีแนวทับซ้อนกับเขตป่าสงวนแห่งชาติ เขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และเขตอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ทำให้ไม่สามารถจัดทำแผนที่แนบท้าย พ.ร.ฎ. นิคมสร้างตนเองได้ สคทช. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งราชการส่วนกลาง และหน่วยงานในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องในจังหวัด อุตรดิตถ์ ตามหลักการการปรับปรุงแผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐแบบบูรณาการ มาตราส่วน 1:4000 (One map) จนมีความชัดเจนและเป็นเอกภาพ และคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2568 เห็นชอบแนวทางการปรับปรุงแผนที่แนวเขตดังกล่าว และให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ) ดำเนินการแก้ไขแผนที่แนบท้ายกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับแผนที่ที่ได้จากการปรับปรุง รวมถึงการปฎิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2568 ให้ยกเว้นการดำเนินการประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถดำเนินการใช้ และไม่ทับซ้อนกับแนวเขตที่ดินของรัฐฯ และยกเว้นการตรวจสอบความถูกต้องของแนวเขตการปกครองและรับรองความถูกต้องของกรมการปกครองเฉพาะกรณีการดำเนินการ One Map ทั้งนี้ เพื่อเป็นการลดขั้นตอนและลดความซ้ำซ้อนในการปฏิบัติงานของภาครัฐ ”

นายณัฐวุฒิฯ กล่าวต่อไปว่า “ความคืบหน้าที่สำคัญล่าสุด คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2569 อนุมัติหลักการ ร่างพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งนิคมสร้างตนเองในท้องที่อำเภอท่าปลา และอำเภอเมืองอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เสนอ และมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา เพื่อดำเนินการในขั้นตอนต่อไป”

โดยร่างพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ เป็นการยกเลิกแผนที่แนบท้ายพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งนิคมสร้างตนเองในท้องที่อำเภอท่าปลา และอำเภอเมืองอุตรดิตถ์ พ.ศ. 2528 และให้ใช้แผนที่แนบท้ายพระราชกฤษฎีกานี้แทน ครอบคลุมเนื้อที่นิคมสร้างตนเองลำน้ำน่าน ประมาณ 184,826 ไร่ (เดิมมีเนื้อที่ประมาณ 160,540 ไร่) เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางการปรับปรุงแผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐฯ ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2568 ซึ่งจะทำให้แนวเขตที่ดินของรัฐบริเวณนิคมสร้างตนเอง ดังกล่าวฯ มีความชัดเจนและไม่ทับซ้อนกัน รวมทั้งมีหน่วยงานรับผิดชอบ ตามหลักการ หนึ่งพื้นที่ หนึ่งหน่วยงานรับผิดชอบ One Land One Law ส่งผลให้การบริการจัดการที่ดินมีประสิทธิภาพ ราษฎรได้รับการจัดสรรที่ดินตามพื้นที่เพิกถอนตามกฎกระทรวงเพิกถอนป่าสงวนแห่งชาติป่าลำน้ำน่านฝั่งขวาฯ รวมทั้งสามารถจัดตั้งนิคมสร้างตนเองได้ และไม่เกิดผลกระทบต่อสิทธิในที่ดินของราษฎร โดยผู้ที่ได้รับหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) จากสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และผู้ที่ได้รับหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (น.ค. 3) จากนิคมสร้างตนเองแล้วยังคงได้รับสิทธิตามเดิม

แนวการดำเนินงานดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงผลสำเร็จของการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านกลไกกลางของ สคทช. และการบูรณาการการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อันจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของประชาชนอย่างยั่งยืน เสริมสร้างความมั่นคงด้านที่ดิน และสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว