องคมนตรี ติดตามการดำเนินงานของโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชธาตุพนม พบใช้กลไก “3 หมอ” คัดกรองโรค NCDs พร้อมจัดการดูแลตามความเสี่ยง เสริมความรู้ผู้ป่วยและญาติเฝ้าระวังสัญญาณเตือนอาการวิกฤตของโรคที่ต้องรักษาเร่งด่วน เพื่อเข้าถึงการรักษาได้รวดเร็ว ลดการเสียชีวิตหรือพิการ และยังพัฒนาศักยภาพด้านกุมารเวชกรรม ดูแลภาวะวิกฤตทางการหายใจในผู้ป่วยเด็ก คัดกรองการได้ยินในทารกแรกเกิดและเด็กเล็ก เตรียมขยายหออภิบาลทารกแรกเกิดวิกฤตเต็มรูปแบบ เพื่อเป็นแม่ข่ายรับส่งต่อผู้ป่วยทารกวิกฤตในพื้นที่

วันที่ 22 มกราคม 2569 ที่ โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชธาตุพนม จังหวัดนครพนม นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี รองประธานมูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานของโรงพยาบาลและมอบประกาศเกียรติคุณแก่ผู้มีอุปการคุณ 25 ราย โดยมี ว่าที่พันตรี อดิศักดิ์ น้อยสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม พญ.บุญศิริ จันศิริมงคล สาธารณสุขนิเทศก์ เขตสุขภาพที่ 8 นพ.สมชาย ชมภูคำ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนครพนม นพ.มนู ชัยวงศ์โรจน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชธาตุพนม คณะผู้บริหาร และส่วนราชการในพื้นที่ร่วมคณะ

พญ.บุญศิริ กล่าวว่า โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชธาตุพนม เป็นโรงพยาบาลชุมชนขนาด 120 เตียง ให้บริการจริง 197 เตียง เป็นโรงพยาบาลแม่ข่ายจังหวัดนครพนมโซนใต้ ครอบคลุมประชากร 3 อำเภอ คือ เรณูนคร นาแก และวังยาง รวมกว่า 217,000 คน มีผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) อาทิ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไตวายเรื้อรัง เข้ารับการรักษามากเป็นอันดับต้นๆ และมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น ได้ใช้กลไกการทำงานร่วมกันของ “ทีม 3 หมอ” ได้แก่ หมอ อสม., หมอสาธารณสุข และ สหหมอครอบครัว ในเครือข่ายหน่วยบริการปฐมภูมิ 16 แห่ง ในการคัดกรองกลุ่มเป้าหมายอายุ 35 ปีขึ้นไป เป็นประจำทุกปี กลุ่มปกติ จะส่งเสริมให้รักษาภาวะสุขภาพที่ดีอย่างต่อเนื่อง, กลุ่มเสี่ยง จัดกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพและกระบวนการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ติดตามประเมินผลทุก 3–6 เดือน ส่วนกลุ่มเสี่ยงสูง/กลุ่มป่วย จะนำเข้าสู่กระบวนการรักษาตามมาตรฐานและบริหารจัดการตนเองเพื่อควบคุมสภาวะโรค รวมทั้งประเมินความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อนการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด เพื่อวางแผนดูแลเชิงป้องกันที่จำเพาะเจาะจง
พญ.บุญศิริ กล่าวต่อว่าโรงพยาบาลยังจัดให้ความรู้แก่ผู้ป่วยและญาติในการเฝ้าระวัง “สัญญาณเตือนอาการวิกฤต” ของโรคที่ต้องรับการรักษาเร่งด่วน ได้แก่ ภาวะหลอดเลือดสมอง กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด โดยซักซ้อมการขอความช่วยเหลือผ่านระบบการแพทย์ฉุกเฉิน เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว ช่วยลดอัตราการเสียชีวิตหรือความพิการ โดยในปีงบประมาณ 2569 นี้ มีแผนจัดตั้งหอผู้ป่วยหลอดเลือดสมอง 8 เตียง และพัฒนาศักยภาพเป็นแม่ข่ายด้านการบำบัดทดแทนไต ส่วนในปี 2570 จะเปิดบริการคลินิกล้างไตทางหน้าท้อง เพื่อให้บริการประชาชนได้ครอบคลุมยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังพัฒนามาตรฐานการบริบาลสาขากุมารเวชกรรมอย่างครบวงจร ดูแลตั้งแต่ทารกแรกเกิดจนถึงเด็กโต (อายุ 15 ปี) โดยทีมกุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ให้การดูแลผู้ป่วยเด็กที่มีภาวะวิกฤตทางการหายใจ โดยใช้เครื่องช่วยหายใจชนิดอัตราการไหลสูง ซึ่งมีประสิทธิภาพในการรักษาสูงและลดโอกาสการใส่ท่อช่วยหายใจ รวมทั้งจะเริ่มคัดกรองการได้ยินในทารกแรกเกิดและเด็กเล็ก เพื่อค้นหาความผิดปกติของการได้ยินตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม และในปี 2571 จะขยายศักยภาพหออภิบาลทารกแรกเกิดวิกฤต (NICU) เต็มรูปแบบ เพื่อเป็นแม่ข่ายในการรับส่งต่อผู้ป่วยทารกวิกฤตจากโรงพยาบาลลูกข่ายต่อไป








