เปิดแล้ว! “DIP e-Learning” แหล่งเรียนรู้ทรัพย์สินทางปัญญาโฉมใหม่ ชวนอัพสกิล เพิ่มแต้มต่อทางธุรกิจ ชนะเกมการค้าได้จริง เริ่มวันนี้ เรียนฟรี ได้แต้ม และลุ้นรับของรางวัลรวมกว่า 100 รายการ

เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569 กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าสร้าง Quick Big Win ทางเศรษฐกิจ ใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเสริมแกร่งผู้ประกอบการไทยทุกระดับอย่างต่อเนื่อง โดยเปิดตัว “DIP e-Learning” โฉมใหม่ ชูคอนเซ็ปต์ IP Learn+ แหล่งเรียนรู้และคลังข้อมูลทรัพย์สินทางปัญญาที่ทันสมัย เข้าถึงง่ายทุกที่ทุกเวลา โดยบทเรียนในเฟสแรกมุ่งอัพสกิล 3 กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ผู้ประกอบการ SMEs ประชาชนทั่วไป และเจ้าหน้าที่ภาครัฐ เพื่อยกระดับศักยภาพทางการแข่งขันและเพิ่มแต้มต่อให้ภาคธุรกิจได้จริง เรียนจบ ครบ รับใบประกาศฯ พร้อมลุ้นรับของรางวัลอีกมากมาย ถึงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 นี้เท่านั้น

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของบริบทโลก ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการอย่างยั่งยืน กรมฯ จึงพัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญาในรูปแบบออนไลน์ ภายใต้แนวคิด IP Learn+ แหล่งเรียนรู้และคลังข้อมูลทรัพย์สินทางปัญญาที่ทันสมัย เข้าถึงง่ายทุกที่ทุกเวลา เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญาสู่ทุกภาคส่วนอย่างรวดเร็วและทั่วถึง โดยออกแบบหลักสูตรให้ตอบโจทย์แนวคิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) เน้นความเข้าใจง่าย ใช้งานสะดวก และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในภาคธุรกิจได้จริง เพื่อให้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจและยกระดับเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน ซึ่งในเฟสแรกของปี 2569 มีการเปิดตัวหลักสูตรแนะนำที่ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายหลัก 3 กลุ่ม ดังนี้

กลุ่มที่ 1 ภาคธุรกิจและผู้ประกอบการ ประกอบด้วย 3 หลักสูตร คือ 1) หลักสูตรทรัพย์สินทางปัญญาสำหรับผู้ประกอบการ SMEs มุ่งเน้นการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเครื่องมือทางการค้าและการบริหารจัดการในเชิงพาณิชย์ เพื่อให้ผู้ประกอบการเข้าใจว่าธุรกิจของตนมีทรัพย์สินทางปัญญาประเภทใดบ้าง และทำอย่างไรให้โลโก้ งานดีไซน์ หรือผลงานความคิดสร้างสรรค์ได้รับความคุ้มครอง พร้อมเรียนรู้แนวทางการใช้กลยุทธ์ทรัพย์สินทางปัญญาในเชิงรุกและเชิงรับ 2) หลักสูตรการยื่นคำขอ e-Filing ของทรัพย์สินทางปัญญาแต่ละประเภทสำหรับผู้ประกอบการ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจและส่งเสริมการยื่นคำขอผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์อย่างถูกต้อง และ 3) หลักสูตรระบบควบคุมคุณภาพและมาตรฐานสินค้า GI ไทย (Internal Control) เพื่อยกระดับมาตรฐานสินค้าชุมชน สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค และส่งเสริมให้ผู้ประกอบการสามารถขออนุญาตใช้ตรา GI ได้อย่างถูกต้อง

กลุ่มที่ 2 ภาคการศึกษาและประชาชนทั่วไป ประกอบด้วย 2 หลักสูตร คือ 1) หลักสูตรความรู้ทรัพย์สินทางปัญญาสากล (DL-101) ที่พัฒนาบทเรียนตามมาตรฐานหลักสูตรขององค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) เพื่อให้คนไทยเข้าถึงความรู้พื้นฐานทรัพย์สินทางปัญญาที่จำเป็นได้ง่ายขึ้น ครอบคลุมตั้งแต่ทรัพย์สินทางปัญญาในชีวิตประจำวัน สิทธิการคุ้มครองและข้อสังเกตที่ไม่ควรมองข้าม และความรู้ที่จำเป็นสำหรับนักสร้างสรรค์มือใหม่ และ 2) หลักสูตรความรู้ทั่วไปเรื่องสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เพื่อสร้างความตระหนักรู้ถึงบทบาทสำคัญของ GI ที่มีต่อระบบเศรษฐกิจฐานรากของไทย

และกลุ่มที่ 3 เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้านทรัพย์สินทางปัญญา ประกอบด้วย 3 หลักสูตร คือ 1) หลักสูตรความรู้ทรัพย์สินทางปัญญาสำหรับเจ้าหน้าที่ และ 2) หลักสูตรการยื่นคำขอ e-Filing ของทรัพย์สินทางปัญญาแต่ละประเภทสำหรับเจ้าหน้าที่ เพื่อเสริมศักยภาพของเจ้าหน้าที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัดให้สามารถเป็นที่ปรึกษาและให้คำแนะนำแก่ประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตั้งแต่กระบวนการยื่นคำขอรับความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาทั้งในและต่างประเทศ การใช้งานระบบ DIP e-Service การคุ้มครองและปกป้องสิทธิกรณีถูกละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา และ 3) หลักสูตรการตรวจสอบควบคุมคุณภาพสินค้า GI สำหรับคณะกรรมการผู้มีหน้าที่ตรวจสอบหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ (GI Certification Scheme for Inspector) เพื่อเสริมทักษะเฉพาะทางในการกำกับดูแลคุณภาพสินค้า GI

นางอรมน กล่าวเพิ่มเติมว่า DIP e-Learning นับเป็นนวัตกรรมระบบบริหารจัดการการเรียนรู้และคลังความรู้ดิจิทัลที่ทันสมัย พร้อมเสริมองค์ความรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญาครบวงจร โดยเน้นหลักสูตรการเรียนรู้ที่สนุก เข้มข้น เข้าใจง่าย และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในภาคธุรกิจได้จริง นอกจากนี้ ยังมีบริการห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์ (e-Library) ที่รวบรวม e-Book และ e-Magazine ด้านทรัพย์สินทางปัญญา นวัตกรรม และข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการทำธุรกิจไว้มากมาย เพื่อเป็นแหล่งค้นคว้าข้อมูลที่ตอบสนองความต้องการของผู้ประกอบการยุคใหม่ยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ผู้ที่เรียนจบในแต่ละหลักสูตรและทำแบบทดสอบผ่านเกณฑ์ที่กำหนด จะได้รับประกาศนียบัตรในรูปแบบ Online Certificate พร้อมรับคะแนนสะสมจากการเรียนรู้และร่วมกิจกรรมต่างๆ ซึ่งผู้ที่ได้รับคะแนนสูงสุดมีสิทธิ์ลุ้นรับของรางวัล อาทิ Airpods บัตรของขวัญมูลค่า 100 บาท รวมทั้งสิ้นกว่า 100 รางวัล โดยผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดกติกาการร่วมสนุก พร้อมอัพสกิลความรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญาได้ที่ elearning.ipthailand.go.th โดยไม่มีค่าใช้จ่าย สะสมคะแนนเพื่อร่วมสนุกได้ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 นี้เท่านั้น

กรมทรัพย์สินทางปัญญาเชื่อมั่นว่าหลักสูตร DIP e-Learning จะเป็นกลไกสำคัญที่ช่วย “ติดอาวุธทางปัญญา” ให้กับคนไทย เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางธุรกิจและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน ผู้สนใจสามารถเข้าใช้บริการ DIP e-Learning โฉมใหม่ได้แล้วตั้งแต่วันนี้ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมทรัพย์สินทางปัญญา โทร.1368

เทรนด์สิทธิบัตร “อุตสาหกรรมภาพยนตร์และสื่อบันเทิง”

โอกาสไทยพลิกเกม จากผู้บริโภคคอนเทนต์ สู่ผู้สร้างนวัตกรรมของอาเซียน

แนวโน้มเทคโนโลยีสิทธิบัตรในอุตสาหกรรมภาพยนตร์และสื่อบันเทิงทั่วโลก ระหว่างปี 2549 – 2568 อยู่ในระยะเติบโตอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในช่วง 5 ปีหลังที่จำนวนสิทธิบัตรพุ่งสูงกว่า 3,000 ฉบับ/ปี สะท้อนการลงทุนและการแข่งขันด้านเทคโนโลยีบันเทิงที่ทวีความเข้มข้น นำโดยประเทศยักษ์ใหญ่อย่างจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสหรัฐอเมริกา ขณะที่ไทยจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีอัตราเติบโตสูงและน่าจับตามอง กรมฯ แนะเร่งคว้าโอกาสด้วยการพัฒนาสิทธิบัตรให้สอดรับเทรนด์เทคโนโลยีกลุ่มย่อย ผสานจุดแข็งด้าน Soft Power และวัฒนธรรม เพื่อขยับบทบาทสู่การศูนย์กลางนวัตกรรมของภูมิภาคอาเซียน

อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เผยว่า จากบทวิเคราะห์ข้อมูลสิทธิบัตรทั่วโลกในรอบ 20 ปี พบว่า ประเทศที่ถือครองสิทธิบัตรในอุตสาหกรรมภาพยนตร์และสื่อบันเทิงมากที่สุด ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมระดับโลก แต่ประเด็นที่น่าสนใจคือการก้าวขึ้นมาของกลุ่มประเทศศักยภาพใหม่ ที่มีอัตราการเติบโตของสิทธิบัตรอย่างโดดเด่น เช่น อิหร่าน (261% ต่อปี) อินเดีย (197% ต่อปี) ตุรเคีย (165% ต่อปี) สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (145% ต่อปี) รวมถึงไทย (100% ต่อปี) ขณะที่หลายประเทศในอาเซียนมีแนวโน้มชะลอตัว เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม บ่งชี้ถึงข้อจำกัดในการลงทุนด้าน R&D ความต่อเนื่องเชิงนโยบาย และการเคลื่อนย้ายฐานภาคอุตสาหกรรม

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาในมิติของผู้ขับเคลื่อนนวัตกรรมในเวทีระดับโลก พบว่า องค์กรขนาดใหญ่มีการวางแผนด้านสิทธิบัตรอย่างเป็นระบบ และใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเครื่องมือสร้างความได้เปรียบเชิงธุรกิจในระยะยาว โดยผู้ยื่นคำขอสิทธิบัตรสูงสุด 5 อันดับแรกของโลก ได้แก่ บริษัท SK Hynix (เกาหลีใต้) 1,855 คำขอ ทิ้งห่างอันดับ 2 อย่างบริษัท Canon (ญี่ปุ่น) 1,001 คำขอ ตามมาด้วยบริษัท Panasonic (ญี่ปุ่น) 964 คำขอ บริษัท Samsung Electronics (เกาหลีใต้) 954 คำขอ และบริษัท Hitachi (ญี่ปุ่น) 941 คำขอ ซึ่งกลุ่มบริษัทญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการผลิตเทคโนโลยีระบบภาพและอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับการผลิตสื่อดิจิทัล โดยเฉพาะการถ่ายภาพ การพิมพ์ การจัดเก็บข้อมูล และระบบอัตโนมัติ ส่วนกลุ่มบริษัทเกาหลีใต้ เน้นเทคโนโลยีระดับฮาร์ดแวร์และระบบประมวลผลที่ขับเคลื่อนทั้งวงการภาพยนตร์ เกม และคอนเทนต์แบบ Immersive ที่ผสมผสานเทคโนโลยีการรับรู้ และการเล่าเรื่องอย่างมีชั้นเชิง เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ทำให้ผู้ชมมีส่วนร่วมเสมือนหลุดไปอยู่อีกโลกหนึ่ง

ปัจจุบันทิศทางเทคโนโลยีกลุ่มย่อยในอุตสาหกรรมภาพยนตร์และสื่อบันเทิง มุ่งพัฒนาใน 3 ด้านสำคัญ ที่ตอบโจทย์ความท้าทายและตลาดแห่งอนาคต ได้แก่

1) เทคโนโลยีสร้างประสบการณ์การรับชม/รับฟังแบบเสมือนจริง (Immersive Media Experience Technology) เป็นการสร้างโลกเสมือนจริงด้วยการผสมผสานเทคโนโลยีอย่างหลากหลาย ทั้ง Virtual Reality (VR), Augmented Reality (AR), Spatial Audio และ 360º Video สร้างโลกเสมือนที่ผู้ใช้มีอิสระในการมองเห็น เคลื่อนไหว และมีปฏิสัมพันธ์กับเนื้อหาคอนเทนต์ได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ซึ่งแตกต่างจากการรับชมสื่อในรูปแบบเดิมๆ โดยเทคโนโลยีดังกล่าวอยู่ในระยะเติบโต และมีบทบาททั้งในวงการภาพยนตร์ คอนเสิร์ต กีฬา e-sport และอุตสาหกรรมการศึกษา ผู้เล่นในสนามนี้มีความหลากหลายสูง ทั้งบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีเฉพาะทาง และนักประดิษฐ์อิสระ ผู้ถือสิทธิบัตรหลัก เช่น ResMed (50 ฉบับ) Nokia (44 ฉบับ) Meta (30 ฉบับ) Apple (30 ฉบับ) และ Google (29 ฉบับ) เป็นต้น สะท้อนการแข่งขันที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่บริษัทด้านสื่อบันเทิงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงบริษัทด้านสุขภาพ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และเทคโนโลยีการรวมศูนย์ข้อมูล (Data-Centric) โดยภาพรวมในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา พบว่าตลาดยังเติบโตได้ดี มีผู้ถือสิทธิบัตรมากกว่า 200 ฉบับต่อปี และกลุ่มเทคโนโลยีดังกล่าวยังเปิดกว้างสำหรับผู้เล่นหน้าใหม่ และยังไม่มีบริษัทใดผูกขาดตลาดอย่างสมบูรณ์

2) เครื่องมือสร้างผลงานดนตรีและภาพยนตร์ (Creative Production Tools) ซึ่งมีแรงขับเคลื่อนจากการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยี AI ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความคิดสร้างสรรค์ในกระบวนการผลิตดนตรีและภาพยนตร์ เช่น การแต่งเพลงอัตโนมัติด้วย Machine Learning ระบบตัดต่อวิดีโออัจฉริยะ ระบบมิกซ์เสียงอัจฉริยะ เทคโนโลยีกลุ่มนี้เปิดโอกาสให้ศิลปินอิสระหรือทีมขนาดเล็กสามารถผลิตผลงานได้ในต้นทุนต่ำลง แต่ได้ผลลัพธ์ที่มีคุณภาพสูงขึ้น โดยเทคโนโลยีดังกล่าวอยู่ในระยะเติบโตเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะช่วงปี 2560 ที่มีการเข้ามาของเทคโนโลยี Generative AI และ Cloud Computing ซึ่งมีต้นทุนราคาถูกลง ทำให้เกิดการกระจายของเทคโนโลยีสู่ผู้ใช้งานทั่วไปมากขึ้น ภาพรวมมีผู้ถือสิทธิบัตรมากกว่า 200 ฉบับต่อปี ผู้ถือสิทธิบัตรหลัก เช่น Loop Now Technologies เจ้าของแอปพลิเคชัน Likee แพลตฟอร์มวิดีโอสั้นจากจีน (75 ฉบับ) Stauffer Chem (35 ฉบับ) Honor Device (22 ฉบับ) เป็นต้น สะท้อนถึงการกระจายตัวของนวัตกรรมในองค์กรหลากหลายประเภท ทั้งบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ บริษัทสตาร์ทอัพที่เน้นด้านสื่อใหม่ รวมทั้งผู้พัฒนาเทคโนโลยีอิสระ เทคโนโลยีกลุ่มนี้จึงเป็นพื้นที่ที่เปิดกว้างสำหรับการสร้างสรรค์และการแข่งขันด้านนวัตกรรม

3) ระบบบันทึกและสร้างตัวละครเสมือนสำหรับผลิตสื่อ (Performance Capture & Digital Avatar Systems) โดยอาศัยเทคโนโลยีด้าน Motion Capture, Facial Tracking และ Digital Rigging ในการสร้างตัวละครดิจิทัลที่เคลื่อนไหวสมจริง ในภาพยนตร์ แอนิเมชัน เกม และการใช้ร่างกายจริงเพื่อเป็นต้นแบบของการผลิตคอนเทนต์ดิจิทัล เทคโนโลยีดังกล่าวอยู่ในระยะเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป และเริ่มมีอัตราเร่งชัดเจนขึ้นในช่วงหลังปี 2564 ตามกระแส Metaverse และ Virtual Influencer ภาพรวมมีผู้ถือสิทธิบัตรมากกว่า 35 ฉบับต่อปี สำหรับผู้เล่นในสนามนี้ยังไม่มีผู้เล่นรายใหญ่ครองตลาดอย่างชัดเจน ส่วนใหญ่เป็นการกระจายตัวในวงกว้าง โดยมีทั้งบริษัทเกี่ยวกับอุตสาหกรรมบันเทิงขนาดใหญ่และบริษัทเทคโนโลยีสื่อโซเชียลมีเดีย เช่น Space Labs (9 ฉบับ) Disney Enterprises (7 ฉบับ) Electronic Arts (5 ฉบับ) เป็นต้น

สำหรับประเทศไทย แม้จำนวนสิทธิบัตรยังไม่สูงมากนัก แต่มีอัตราการเติบโตสูงต่อเนื่องในระยะ 10 ปีหลัง ประกอบกับคู่แข่งในอาเซียนมีจำกัด จึงเป็นโอกาสสำคัญของไทยที่จะยกระดับบทบาทสู่การเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมของภูมิภาคนี้ เนื่องจากไทยมีจุดแข็งหลายด้าน ทั้งต้นทุนทางวัฒนธรรมและศิลปะที่หลากหลาย สามารถต่อยอดให้เข้ากับเทคโนโลยี Immersive Media เช่น AR/VR หรือ Avatar เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ในสื่อบันเทิงและท่องเที่ยว อีกทั้งยังมีบุคลากรในสายสร้างสรรค์ที่มีศักยภาพ ที่สามารถสร้างคอนเทนต์และเทคโนโลยีได้เอง โดยศึกษาแนวทางพัฒนานวัตกรรมจากบริษัทชั้นนำของโลก หรือเชื่อมโยงความร่วมมือกับกลุ่มประเทศ Emerging เช่น อินเดีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อสร้างตลาดร่วมในเทคโนโลยีที่มีศักยภาพ และใช้กลไกทรัพย์สินทางปัญญาเป็นฐานรองรับและนำไทยสู่สนามแข่งขันในเวทีสากล

สำหรับสถิติคำขอสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตรกลุ่มอุตสาหกรรมภาพยนตร์และสื่อบันเทิงในไทย ในช่วง 5 ปีล่าสุด (2564 – 2568) พบว่า มีการขับเคลื่อนนวัตกรรมใน 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1) เครื่องดนตรี อุปกรณ์ดนตรี และเทคโนโลยีทางดนตรี รวม 60 คำขอ (สิทธิบัตร 33 คำขอ และอนุสิทธิบัตร 27 คำขอ) คำขอส่วนใหญ่มาจากผู้ขอคนไทยถึง 44 คำขอ (คิดเป็น 73% ของคำขอทั้งหมดในกลุ่มนี้) สะท้อนศักยภาพและความตื่นตัวของนักประดิษฐ์ไทยในด้านนวัตกรรมดนตรี ทั้งการพัฒนาเครื่องดนตรีใหม่ อุปกรณ์เสริม หรือเทคโนโลยีที่ช่วยในการสร้างและควบคุมเสียง ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาข้อมูลผู้ยื่นคำขอชาวไทย พบว่า เป็นบุคคลธรรมดาสูงถึง 73% รองลงมาคือสถาบันการศึกษา 25% และภาคเอกชน 2% ซึ่งสะท้อนว่า นวัตกรรมด้านดนตรีของไทยยังขับเคลื่อนโดยนักสร้างสรรค์อิสระและภาคการศึกษาเป็นหลัก ขณะที่ภาคธุรกิจยังมีบทบาทค่อนข้างน้อย ซึ่งอาจเป็นทั้ง “ช่องว่าง” และ “โอกาส” สำหรับการต่อยอดในอนาคต 2) การบันทึกและระบบประมวลผลเสียงมัลติมีเดีย รวม 63 คำขอ (สิทธิบัตร 60 คำขอ และอนุสิทธิบัตร 3 คำขอ) คำขอส่วนใหญ่ยื่นโดย บริษัท ดอลบี้ แล็บบอราทอรี่ส์ ไลเซนซิ่ง คอร์ปอเรชั่น (สหรัฐอเมริกา) สูงถึง 50 คำขอ ซึ่งบริษัทดังกล่าวเป็นเจ้าของนวัตกรรมเสียงรอบทิศทางและระบบประมวลผลเสียงที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ แพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง และสื่อดิจิทัล สะท้อนให้เห็นว่าเทคโนโลยีการบันทึกและประมวลผลเสียงเป็นพื้นที่เชิงกลยุทธ์ที่บริษัทข้ามชาติมีการลงทุนด้านการวิจัยและคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเข้มข้น เพื่อรักษาความเป็นผู้นำทางเทคโนโลยีในตลาดโลก