สมัชชาสุขภาพฯ 18 ปิดฉากชื่นมื่น ฉลุย 5 นโยบายสาธารณะฯ ผู้เข้าร่วมทะลุ 2,000 ชีวิต

เวทีสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 18 ปิดฉากชื่นมื่น ภาคีเครือข่ายกว่า 2 พันชีวิตร่วมเคาะฉันทมติ 5 ประเด็นนโยบายสาธารณะ “เศรษฐกิจสูงวัย-ภูมิรัฐศาสตร์-พลังงานแสงอาทิตย์-การจัดการวิกฤตซ้อนวิกฤต-การพัฒนายั่งยืนระดับพื้นที่” ชวนทุกภาคส่วนร่วมเดินหน้าขับเคลื่อนร่วมกัน ด้าน “พญ.พรรณพิมล วิปุลากร” รับไม้ต่อเตรียมจัดสมัชชาสุขภาพฯ ครั้งที่ 19

 

เมื่อวันที่ 28 พ.ย. 2568 เป็นวันสุดท้ายของการประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 18 พ.ศ. 2568 ที่สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ร่วมกับภาคีเครือข่ายยุทธศาสตร์จัดขึ้น ระหว่างวันที่ 27-28 พ.ย. 2568 ณ อาคารอิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี ภายใต้ประเด็นหลัก “เศรษฐกิจยุคใหม่ สร้างสุขภาวะไทยยั่งยืน” (New Wealth for Health) โดยสมาชิกสมัชชาสุขภาพฯ ได้รับรอง 5 ประเด็นนโยบายสาธารณะอย่างเป็นฉันทมติ พร้อมทั้งแสดงถ้อยแถลงที่จะขับเคลื่อนมติสมัชชาฯ ให้บรรลุผล ก่อนจะปิดการประชุมอย่างชื่นมื่น

สำหรับมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 18 จำนวน 5 ประเด็น ประกอบด้วย 1. การสร้างโอกาสในเศรษฐกิจสูงวัย มีกรอบทิศทางนโยบายในการพลิกโฉมผู้สูงอายุจากกลุ่มเปราะบาง ให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ ทั้งในฐานะผู้บริโภคสินค้าและบริการ และในฐานะแรงงานหรือผู้ประกอบการ โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนและทุกกลุ่มวัย ซึ่งมีผู้แทนภาคีเครือข่ายที่ได้กล่าวแสดงถ้อยแถลงร่วมขับเคลื่อนมติ อาทิ สมัชชาสุขภาพจังหวัดพะเยา เครือข่ายคนรุ่นใหม่ Young Buddy

2. ระบบสุขภาพเชิงรุกท่ามกลางความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ มีกรอบทิศทางนโยบายที่จะใช้ระบบสุขภาพเป็นยุทธศาสตร์หลัก ในการสร้างความมั่นคงแบบองค์รวม ซึ่งหมายถึงการปรับระบบที่บูรณาการมิติภูมิรัฐศาสตร์เพื่อจัดการความเสี่ยงตั้งแต่ต้นทาง และการใช้ทูตสุขภาพเป็นกลไกนำในการสร้างเสถียรภาพ ควบคู่กับการเปลี่ยนกติกาที่คลุมเครือ ให้มีโครงสร้าง กติกา และทรัพยากรสนับสนุนเชิงระบบที่ชัดเจน ซึ่งมีผู้แทนภาคีเครือข่ายที่ได้กล่าวแสดงถ้อยแถลงร่วมขับเคลื่อนมติ อาทิ มูลนิธิเพื่อการพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ (IHPP) โรงพยาบาลท่าสองยาง จ.ตาก

3. การขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างเป็นธรรมด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ มีกรอบทิศทางนโยบายเพื่อลดผลกระทบต่อโครงสร้างค่าไฟฟ้าภาคครัวเรือน โดยใช้พลังงานแสงอาทิตย์เป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนและเป็นธรรม มุ่งให้ประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เข้าถึงและเป็นเจ้าของระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาดตลอดวงจรชีวิตอย่างมีความรับผิดชอบ ซึ่งมีผู้แทนภาคีเครือข่ายที่ได้กล่าวแสดงถ้อยแถลงร่วมขับเคลื่อนมติ อาทิ สมัชชาสุขภาพจังหวัดสระบุรี ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ เครือข่ายวางแผนและผังเมืองเพื่อสังคม

4. ระบบบริหารจัดการเพื่อสุขภาวะในวิกฤตซ้อนวิกฤต มีกรอบทิศทางนโยบายในการเสริมสร้างและผลักดันระบบบริหารจัดการเพื่อสุขภาวะในวิกฤตซ้อนวิกฤตอย่างเร่งด่วน ให้มีความเข้มแข็งระดับพื้นที่ โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่อำเภอ เขตกรุงเทพมหานครและเมืองพัทยา มีระบบสนับสนุนที่สอดคล้องเชื่อมโยงกัน มุ่งเน้นการสร้างศักยภาพคนและทีม และเสริมพลังการมีส่วนร่วม ผ่านกลไกท้องที่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเครือข่ายชุมชน ซึ่งมีผู้แทนภาคีเครือข่ายที่ได้กล่าวแสดงถ้อยแถลงร่วมขับเคลื่อนมติ อาทิ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) สมัชชาสุขภาพจังหวัดจันทบุรี

5. กลไกขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนระดับพื้นที่ มีกรอบทิศทางนโยบายในการสนับสนุนกลไกที่มีอยู่ในระดับพื้นที่ มีโครงสร้างยืดหยุ่น เป็นอิสระ และได้รับการยอมรับทางกฎหมาย เพื่อขับเคลื่อนพื้นที่กลางในการปรึกษาหารือข้ามภาคส่วน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนแบบมีส่วนร่วมบนฐานของปัญญา โดยยึดความต้องการของประชาชนเป็นศูนย์กลาง ซึ่งมีผู้แทนภาคีเครือข่ายที่ได้กล่าวแสดงถ้อยแถลงร่วมขับเคลื่อนมติ อาทิ IHPP สมัชชาสุขภาพจังหวัดนครสวรรค์

 

ดร.สัมพันธ์ ศิลปนาฎ ประธานกรรมการจัดสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ (คจ.สช.) ครั้งที่ 17 และ ครั้งที่ 18 พ.ศ. 2567-2568 เปิดเผยว่า จากการทำหน้าที่ในกระบวนการสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมาพบว่าได้เรียนรู้อะไรไปมากมาย นับจากประเด็นหลักที่ตั้งไว้ว่าเศรษฐกิจยุคใหม่ ซึ่งมีหลายคนเกิดคำถามกับการนำประเด็นเศรษฐกิจเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องของสุขภาพ แต่มาในปีนี้ที่มีการพิจารณาถึง 5 มติ ครอบคลุมทั้งประเด็นพลังงาน สิ่งแวดล้อม การเมือง ความมั่นคง แสดงให้เห็นชัดเจนว่าเรื่องราวทุกมิติล้วนมีความเกี่ยวพันกันอย่างปฏิเสธไม่ได้

ดร.สัมพันธ์ กล่าวว่า แม้การเพิ่มจำนวนมติจากเดิมที่มักจะมี 2-3 ระเบียบวาระ กลายเป็น 5 ระเบียบวาระ จะเป็นการทำงานที่เหนื่อย แต่ทางคณะทำงานก็มองว่ากระบวนการอาจยังเร็วไม่พอ เพราะโลกมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ไม่มีทางตามทัน เมื่อสุขภาพในปัจจุบันไม่ใช่แค่เรื่องของแพทย์หรือโรงพยาบาล แต่ไปถึงทุกคน เริ่มเป็นโรคภัยไข้เจ็บที่ไม่ได้ป่วยจากร่างกาย แต่อาจป่วยจากระบบสังคมที่มองไม่เห็น เหล่านี้เป็นโจทย์ที่เราจะต้องช่วยกันคิดและหาวิธีดำเนินการต่อไป

“ปีนี้เราได้เห็นกลไกการขับเคลื่อนของทุกวาระ ที่ถูกผลักดันจากคนข้างล่าง ในระดับพื้นที่ ขึ้นไปสู่ข้างบน เราเห็นเยาวชนเข้าร่วมเยอะมาก รวมถึงกลุ่มสตรีที่เข้ามาร่วมมากขึ้น ที่สำคัญคือตัวเลขผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ถึง 2,010 คน สูงที่สุดในรอบหลายปี ซึ่งมติทั้งหมดไม่จำเป็นจะต้องรอให้ใครขับเคลื่อน แต่เราสามารถประสานจากล่างขึ้นบน และจากบนลงล่างไปพร้อมกัน อยากให้ทุกภาคส่วนจับมือเป็นภาคีที่เดินหน้าไปด้วยกัน เพราะกระบวนการสมัชชาสุขภาพฯ ไม่ใช่การจัดงานเพียงไม่กี่วัน แต่อีกไม่กี่สัปดาห์กระบวนการของปีถัดไปก็จะเริ่มขึ้น ซึ่งแม้จะมีคณะทำงานชุดใหม่เข้ามารับหน้าที่ต่อ แต่เราทุกคนก็พร้อมที่จะมีส่วนช่วยต่อไป เพราะทุกเวที ทุกการประชุม เราได้เรียนรู้และสร้างคุณค่าไปพร้อมกัน” ประธาน คจ.สช. ครั้งที่ 17-18 กล่าว

 

ทั้งนี้ ภายในงานยังได้มีพิธีส่งมอบการจัดสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 19 พ.ศ. 2569 ให้กับ พญ.พรรณพิมล วิปุลากร ประธาน คจ.สช. ครั้งที่ 19 พ.ศ. 2569 โดย พญ.พรรณพิมล กล่าวว่า รู้สึกมีความสุขจากโอกาสที่ได้พบกับภาคีเครือข่ายหลายภาคส่วน แม้ช่วงแรกภายหลังเกษียณแล้วอาจมีความกังวลว่าจะสามารถรับภารกิจหน้าที่นี้ได้หรือไม่ แต่เมื่อได้มาเห็นเวทีสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ที่ไม่ใช่เพียงการเข้ามาพบปะกัน แต่เป็นบรรยากาศที่มีมวลพลังงาน ได้รู้ว่าจะไม่ได้ทำงานไปเพียงลำพัง ทำให้มีความรู้สึกอยากที่จะสานพลังและเดินหน้าต่อไป และหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการจัดเวทีสมัชชาสุขภาพแห่งชาติครั้งหน้า ที่จะยังเต็มไปด้วยพลังงานและความสุขจากทุกคนที่มาร่วมกันในครั้งนี้