สทนช. หนุน ‘ภาค ปชช.’ ร่วมจัดการน้ำ จี้แก้ กม. ตั้ง ‘องค์กรผู้ใช้น้ำ’ ให้ง่ายขึ้น วงถกเห็นพ้องต้องใช้การมีส่วนร่วมทุกระดับ

สช. สานพลังภาคีเครือข่าย เปิดพื้นที่กลางสกัดข้อมูล “การจัดการน้ำชุมชน” รองเลขาฯ สทนช. ระบุ ต้องให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ผ่อนปรนการจดทะเบียนองค์กรผู้ใช้น้ำให้ง่ายขึ้น ช่วยเกิดการรับรู้ความเสี่ยงและพร้อมรับมือภัยพิบัติ ด้านผู้แทน อบจ.แพร่ บอกเล่าความสำเร็จกลไกการมีส่วนร่วม ตั้ง “ศูนย์บริหารจัดการน้ำจังหวัดแพร่” บูรณาการข้อมูลจัดการน้ำ-ช่วยเตือนภัยประชาชน ขณะที่ ผอ.หน่วยภารกิจยุทธศาสตร์ ววน. ย้ำปัจจุบันมีงานวิจัยเกี่ยวกับการจัดการน้ำ 300 โครงการ เชิญหน่วยงานนำไปประยุกต์ใช้ ขณะที่ “รองเลขาธิการ คสช.” ลุยขยายโมเดลการเรียนรู้สู่พื้นที่อื่นๆ ในอนาคต

เมื่อวันที่ 26  ส.ค. 2568 สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ร่วมกับองค์กรภาคีเครือข่ายจัดเวทีแลกเปลี่ยนสถานการณ์การขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วมในการส่งเสริมความเข้มแข็งกลไกการบริหารจัดการน้ำเชิงพื้นที่ ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 26 ส.ค. 2568 เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล สถานการณ์ และบทเรียนจากภาคส่วนต่างๆ จัดทำเป็นข้อเสนอต่อคณะกรรมการลุ่มน้ำ คณะกรรมการทรัพยากรน้ำจังหวัด และองค์กรผู้ใช้น้ำ ตลอดจนนำเข้าสู่งานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 18 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 27-28 พ.ย. นี้ ณ อาคารอิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี

นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า แม้ว่าภายใต้ พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 ได้กำหนดให้มีการจัดตั้ง สทนช. มีคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) มีคณะกรรมการลุ่มน้ำ มีองค์กรผู้ใช้น้ำ และมีการกำหนดแผนป้องกันแก้ไขภาวะน้ำท่วม แต่พบว่าที่ผ่านมายังไม่ได้คำนึงถึงการเปิดให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรน้ำอย่างที่ควรจะเป็นไปตามเป้าหมายที่ได้ระบุไว้ในกฎหมาย ส่วนตัวมองว่าหลังจากนี้จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับภาคประชาชนอย่างจริงจัง

ทั้งนี้เมื่อมองย้อนหลังกลับไป นอกเหนือจากสิ่งที่รัฐดำเนินการเรื่องโปรเจกต์ขนาดใหญ่แล้ว สิ่งที่ยังต้องเพิ่มเติมคือการจัดการน้ำเชิงพื้นที่ ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญตาม พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 โดยสิ่งที่เป็นจุดอ่อนสำหรับประเทศไทยคือ 1. การรับรู้ความเสี่ยง 2. ความสามารถในการรับมือ ซึ่งสะท้อนจากความเสียหายจากอุทกภัย เช่น จ.น่าน ที่เพิ่งเจอพายุวิภาซึ่งมีมวลน้ำปริมาณกว่า 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เกิดความเสียหายมากกว่า 5,000 ล้านบาท ยังไม่ทันฟื้นตัวได้ดี กลับโดนซ้ำเติมความเสียหายอีกครั้งจากพายุคาจิกิในขณะนี้

“สิ่งเหล่านี้คือความสำคัญของภาคประชาชนหรือองค์กรผู้ใช้น้ำในการเข้าไปบริหารจัดการ เพราะภาครัฐไม่อาจเข้าใจบริบทและสถานการณ์ได้รวดเร็วเท่ากับคนที่อยู่ในพื้นที่ จึงเป็นบทบาทของ สทนช. และ กนช. จะต้องเข้าไปหนุนเสริมให้เกิดการจัดตั้งองค์กรผู้ใช้น้ำ เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมในพื้นที่ให้มากขึ้น ดังนั้น กลไกหรือกฎกระทรวงควรจะต้องผ่อนปรนขั้นตอนการจดทะเบียนให้ง่ายขึ้น และทำให้การคงอยู่ขององค์กรผู้ใช้น้ำดำเนินไปอย่างเคารพภูมิปัญญาของภาคประชาชนในพื้นที่” นายไพฑูรย์ กล่าว

นายสุทธิพงษ์ วสุโสภาพล รองเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า ที่ประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 16 พ.ศ. 2566 ได้ฉันทมติเห็นชอบมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติที่ 16.2 เรื่องการส่งเสริมความเข้มแข็งกลไกการบริหารจัดการน้ำเชิงพื้นที่ เพื่อส่งเสริมความเข้มแข็งกลไกการบริหารจัดการน้ำเชิงพื้นที่อย่างมีส่วนร่วมในลักษณะหุ้นส่วนของภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และกลุ่มเครือข่าย โดยมีแผนบูรณาการกับคณะกรรมการลุ่มน้ำ คณะอนุกรรมการทรัพยากรน้ำจังหวัด องค์กรผู้ใช้น้ำ ซึ่งหลังจากมีการขับเคลื่อนมติดังกล่าวแล้ว สิ่งสำคัญคือการทำให้เห็นผลลัพธ์เป็นรูปธรรมว่ามีการยกระดับและขยายผลไปยังพื้นที่อื่นๆ รวมถึงเชื่อมโยงไปทั้งในระดับพื้นที่จนถึงกลไกแห่งชาติอย่างไร

“สิ่งที่ต้องการจากการสรุปแลกเปลี่ยนบทเรียนในวันนี้ คือข้อเสนอหรือนวัตกรรมใหม่ที่พบในระหว่างทางหรือจากกระบวนการในการขับเคลื่อนที่ผ่านมา เพื่อจะนำไปบูรณาการ เชื่อมโยง ในกลไกขององค์กรที่มีอยู่แล้วทั้งองค์กรระดับกระทรวง ระดับพื้นที่ และเครือข่ายต่างๆ เพื่อให้เกิดการยกระดับการพัฒนามากขึ้น และขยายไปสู่พื้นที่อื่นๆ ในอนาคต”นายสุทธิพงษ์ กล่าว

นายวีฤทธิ์ กวยะปาณิก เลขานุการนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดแพร่ กล่าวว่า จ.แพร่ ได้จัดตั้งศูนย์บริหารจัดการน้ำจังหวัดแพร่ขึ้น ภายใต้ความร่วมมือของ อบจ.แพร่ และจังหวัด เพื่อบริหารจัดการน้ำในจังหวัดอย่างเป็นทิศทางเดียวกัน โดยได้ประสานงานกับสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) หรือ สสน. เพื่อขอให้สนับสนุนข้อมูลสารสนเทศมาใช้ในการวางแผน ตลอดจนรวบรวมข้อมูลจากหลายหน่วยงานที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วจังหวัด โดยอ้างอิงจากข้อมูลความจำเป็นพื้นฐาน (จปฐ.) แล้วนำมาบูรณาการรวมไว้ที่ศูนย์ฯ เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลกลาง ในการบริหารจัดการ

นายวีฤทธิ์ กล่าวว่า แม้ จ.แพร่ จะเผชิญปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง และน้ำหลากเป็นประจำทุกปี แต่หลังจากมีการจัดตั้งศูนย์ฯ ทำให้สามารถแจ้งเตือนประชาชนล่วงหน้าได้ โดยอาศัยข้อมูลจากหน่วยงานราชการ เช่น กรมอุตุนิยมวิทยา ผสานกับเครือข่ายน้ำชุมชนในพื้นที่ เพื่อช่วยตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลก่อนเผยแพร่ พร้อมทั้งใช้คลังข้อมูลน้ำแห่งชาติและแพลตฟอร์ม “HelpT น้ำท่วมช่วยด้วย” ในการบริหารจัดการน้ำและแจ้งเตือนภัย

นายวีฤทธิ์ กล่าวต่อไปอีกว่า ในระดับพื้นที่ ศูนย์ดังกล่าวใช้โรงเรียนเป็นกลไกสำคัญในการจัดการน้ำชุมชน โดยประยุกต์แนวคิดจากคู่มือการจัดการทรัพยากรน้ำชุมชน ตามแนวพระราชดำริ ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของ สสน. เข้ากับภูมิประเทศและวิถีชีวิตของชุมชน เนื่องจากข้อมูลทางการอาจมีจำนวนข้อมูลเส้นทางน้ำไม่ครบถ้วน ศูนย์ฯ จึงแก้ปัญหาด้วยการให้ชาวบ้านร่วมกันทำผังมือเพื่อสะท้อนข้อมูลจริงในพื้นที่และช่วยกันคิดแนวทางแก้ไขที่เหมาะสม

“หัวหน้าส่วนราชการมาแล้วก็ไป แต่คนที่อยู่กับพื้นที่จริงๆ คือท้องถิ่นและชุมชน หากมีกลไกท้องถิ่นหรือ อบจ. ที่เข้มแข็ง ก็จะสามารถบริหารจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นคำตอบของการจัดการพื้นที่คือประชาชน” นายวีฤทธิ์ กล่าว

รศ. ดร.นิรมล สุธรรมกิจ ผู้อำนวยการหน่วยภารกิจยุทธศาสตร์การปฏิรูประบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) กล่าวว่า ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2563-2568 สกสว. ได้สนับสนุนทุนให้เกิดงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำ ทั้งสิ้น 300 โครงการ ใช้งบประมาณไปทั้งหมด 474 ล้านบาท แบ่งเป็นทุนสนับสนุนงานเชิงกลยุทธ์ (Strategic Fund: SF) จำนวน109 โครงการ และทุนสนับสนุนงานมูลฐาน (Fundamental Fund: FF) จำนวน 191 โครงการ โดยลักษณะโครงการวิจัยทั้ง 2 ประเภท มุ่งเน้นไปสู่การคิดค้นองค์ความรู้และนวัตกรรมการจัดการภาวะน้ำท่วมและภาวะน้ำแล้งเป็นส่วนใหญ่

ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมาภายใต้การสนับสนุนทุนในการวิจัย ได้ก่อให้เกิดเทคโนโลยี การวิจัยและนวัตกรรม ด้านการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำมากมาย ทั้งในมิติการจัดการน้ำเพื่อการเกษตร การบริหารจัดการเพื่อความมั่นคง มิติน้ำต้นทุนและความต้องการใช้น้ำ การจัดการภาวะน้ำท่วมน้ำแล้ง และการแจ้งเตือนภัย

“สิ่งที่อยากจะมาสะท้อนในวันนี้คือเรามีงานวิจัยอยู่มากมาย ให้หน่วยงานและองค์กรทุกระดับที่มีบทบาทในการแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการน้ำเชิงพื้นที่ สามารถนำไปปรับประยุกต์ใช้งานได้ และหากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม ทาง สกสว. ยินดีที่จะสนับสนุน” รศ. ดร.นิรมล กล่าว