นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุม เรื่อง การติดตาม ความก้าวหน้าการจัดตั้งสถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง (องค์การมหาชน) ครั้งที่ 3 ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2565 เวลา 13.30 น. ด้วย Application “Zoom” โดยมีผู้บริหารระดับสูง ของกระทรวงคมนาคม ประกอบด้วย นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม นายโชติชัย เจริญงาม ประธานคณะกรรมการสถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง และผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมการประชุม
ตามที่พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มีนโยบายมุ่งมั่นพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบรางให้เป็นระบบขนส่งหลักของประเทศ กระทรวงคมนาคมภายใต้กำกับของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้สนองตอบนโยบายดังกล่าวโดยเร่งพัฒนาระบบรางให้ครอบคลุมทุกมิติ โดยได้มีพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง (องค์การมหาชน) พ.ศ. 2564เพื่อยกระดับขีดความสามารถระบบรางของไทย เสริมศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ
โดยสถาบันวิจัยฯมีหน้าที่จัดทำยุทธศาสตร์ด้านเทคโนโลยีระบบรางของประเทศ วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง ร่วมมือกับองค์กรทั้งในและต่างประเทศในการพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง พัฒนาบุคลากรด้านระบบราง และจัดทำฐานข้อมูลด้านเทคโนโลยีระบบราง โดยมีเป้าหมายเร่งด่วน คือ การวิจัยชิ้นส่วนในระบบรางเพื่อให้สามารถผลิตรถไฟในประเทศ (Local Content) ได้ตามนโยบาย Thai First รวมทั้งการวิจัยเพื่อสร้างรถไฟ EVมาใช้ในประเทศไทย พร้อมกับการรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีนและโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน

ปัจจุบัน คณะรัฐมนตรีในคราวประชุมเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2565 ได้มีมติเห็นชอบแต่งตั้งประธานกรรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบรางเรียบร้อยแล้ว โดยมีการแต่งตั้ง รศ.ดร.โชติชัย เจริญงาม เป็นประธานกรรมการ และแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอีก 5 ราย ได้แก่
1. นายถาวร ชลัษเฐียร
2. ดร.เพียงออ เลาหะวิไลย
3. ผศ.พิศิษฐ์ แสง-ชูโต
4. นายสมโภชน์ อาหุนัย
5 ดร.สุเมธ องกิตติกุล
นอกจากนี้ คณะกรรมการสถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง ประกอบด้วยคณะกรรมการโดยตำแหน่ง ได้แก่ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง ผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย และผู้แทนกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมซึ่งมีความรู้และประสบการณ์ด้านเทคโนโลยีระบบราง โดยคณะกรรมการดังกล่าวมีหน้าที่และอำนาจควบคุมดูแลสถาบันวิจัยฯ ให้ดำเนินกิจการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ทั้งนี้เพื่อให้การดำเนินการของสถาบันวิจัยฯ เป็นไปตามกฎหมายและวัตถุประสงค์ของสถาบันวิจัยฯ คณะกรรมการสถาบันวิจัยฯ จะดำเนินการคัดเลือกผู้อำนวยการสถาบันวิจัยฯ ต่อไป โดยคาดว่าจะดำเนินการแต่งตั้งผู้อำนวยการสถาบันฯ แล้วเสร็จภายในเดือนเมษายน 2565
นโยบายของกระทรวงคมนาคมได้มีการผลักดันให้สถาบันวิจัยฯ สร้างความร่วมมือร่วมกับสถาบันการศึกษา ผู้ให้บริการด้านระบบราง หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ฯลฯ ซึ่ง สถาบันวิจัยฯ ได้มีการลงนามในบันทึกความร่วมมือทางวิชาการ “การผลิตและพัฒนาบุคลากรด้านระบบราง การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรมด้านระบบราง” เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2564 กับกรมการขนส่งทางราง สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หน่วยงานวิชาชีพและหน่วยงานวิจัยและรับรองด้านระบบราง สถาบันการศึกษาที่มีหลักสูตรด้านระบบรางระดับอุดมศึกษาภาครัฐและเอกชน สถาบันการศึกษาที่มีหลักสูตรด้านระบบรางระดับอาชีวศึกษาของรัฐและเอกชน และผู้ประกอบกิจการ
ด้านระบบรางภาครัฐและเอกชน รวม 83 หน่วยงาน เพื่อให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ของสถาบันวิจัยฯ และสนับสนุนนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในเรื่องการส่งเสริมและสนับสนุนการผลิตขบวนรถ ชิ้นส่วนและวัสดุอุปกรณ์ระบบรางภายในประเทศทดแทนการนำเข้า
ทั้งนี้การดำเนินการของสถาบันวิจัยฯ จะแสวงหาความร่วมมือกับต่างประเทศ ผ่านบันทึกความร่วมมือด้านคมนาคมขนส่งทางรางกับประเทศภาคีที่มีความก้าวหน้าด้านระบบราง อาทิ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี สาธารณรัฐประชาชนจีน ญี่ปุ่น สาธารณรัฐเกาหลี มาช่วยสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญ เทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านระบบราง เพื่อให้สามารถผลักดันอุตสาหกรรมระบบรางในประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม
โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้มีข้อสั่งการเพิ่มเติม ให้สถาบันวิจัยฯ จัดทำแผนปฏิบัติการ (Action Plan) ในการดำเนินการแต่ละเรื่องที่มีความเร่งด่วนให้ชัดเจน รวมถึงเร่งรัดการจัดทำยุทธศาสตร์ ด้านเทคโนโลยีระบบรางเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม และได้เน้นย้ำให้คณะกรรมการสถาบันวิจัยฯ พิจารณาโครงสร้างองค์กรของสถาบันวิจัยฯ ให้มีความยืดหยุ่นเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีด้านระบบราง
นอกจากนี้ ได้มอบหมายให้กรมการขนส่งทางรางและสถาบันวิจัยฯ แสวงหาความร่วมมือกับสถาบันระดับอาชีวศึกษาในการประสานงานด้านการพัฒนาบุคลากรในระดับของผู้ปฏิบัติงาน พร้อมทั้งได้เน้นย้ำให้มีการสร้างการรับรู้และประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับสถาบันวิจัยฯ ผ่านสื่อในหลากหลายรูปแบบอย่างต่อเนื่อง

