เริ่มจ่ายแล้ว 1.4 พันล้าน ประกันรายได้ยาง เฟส 3!!! พร้อมกันทั่วประเทศ

วันที่ 9 ธ.ค.64 Kick off เริ่มจ่ายเงินโครงการประกันรายได้ชาวสวนยาง เฟส 3  ล็อตแรกเป็นเงินกว่า 1.4 พันล้านบาท  โดยจ่ายให้ชาวสวนยาง รวม 1.8 ล้านราย พร้อมกันทั่วประเทศแล้ว

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตามมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2564 เห็นชอบให้ดำเนินการโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ระยะที่ 3วงเงินรวมงบประมาณเพื่อจ่ายส่วนต่างประกันรายได้ยาง ทั้ง 3 ชนิด ทั้งสิ้นประมาณ 10,065 ล้านบาท สำหรับเกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนกับการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ซึ่งจะได้รับการชดเชยส่วนต่างตามรูปแบบผลผลิตที่เกษตรกรขาย โดยกำหนดราคาประกันรายได้ 3 ชนิด ได้แก่ ยางแผ่นดิบคุณภาพดีราคา 60 บาทต่อกิโลกรัม น้ำยางสด (DRC 100%) ราคา 57 บาทต่อกิโลกรัม และยางก้อนถ้วย (DRC 50%) ราคา 23 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งมีระยะเวลาดำเนินการทั้งสิ้น 6 เดือน คือ ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2564 – เดือนมีนาคม 2565 รายละไม่เกิน 25 ไร่ เริ่มจ่ายพร้อมกัน 2 งวด (ตุลาคมและพฤศจิกายน 2564) ในวันนี้ (9 ธ.ค.64) รวมเป็นเงินประมาณ 1,400 ล้านบาท หลังจากนั้นจะจ่ายเดือนละครั้งจนถึงเดือนเมษายน 2565 โดยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จะโอนเงินเข้าบัญชีออมทรัพย์ของเกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนกับ กยท. เดือนละ 1 ครั้ง ทั้งนี้ เกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนและแจ้งข้อมูลสวนยางไว้กับ กยท. สามารถตรวจสอบสิทธิ์การเข้าร่วมโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ระยะที่ 3  ได้ที่ลิงค์  http://www.raot.co.th/gir/index/

“โครงการประกันรายได้ฯ เป็นหนึ่งในมาตรการของรัฐบาล เพื่อดูแลพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยาง โดยสาเหตุที่เร่งดำเนินการมาตรการดังกล่าวในช่วงนี้ และจ่ายเงินประกันรายได้พร้อมกัน 2 งวดเพื่อรองรับราคายางในช่วงปลายปีของทุกปีที่อาจปรับตัวลงบ้าง เนื่องจากโรงงานหลายแห่งชะลอการผลิต ในช่วงวันหยุดยาวเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ ในขณะที่ผลผลิตน้ำยางสดยังออกมาต่อเนื่อง และมีอายุจัดเก็บค่อนข้างสั้น ต่างจากยางแผ่นดิบและยางก้อนถ้วยที่จะได้รับผลกระทบไม่มากนัก ทั้งนี้ กยท.ได้ดำเนินโครงการอื่นคู่ขนานเพื่อรองรับสถานการณ์ ได้แก่ โครงการชะลอการขายยาง ซึ่งเริ่มดำเนินการรับซื้อน้ำยางจากสถาบันเกษตรกรแล้วในพื้นที่ภาคใต้ สามารถช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้เกษตรกรชาวสวนยาง ไม่ต้องเร่งระบายผลผลิตยาง และสามารถเก็บผลผลิตยางไว้ขายในช่วงที่ราคายางสูงขึ้นอยู่ในระดับที่เหมาะสม” นายณกรณ์ กล่าวทิ้งท้าย