กระทรวงเกษตรไทย – เยอรมนี ร่วมมือส่งเสริมการพัฒนาเกษตรแปลงใหญ่อย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2564 นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังได้รับมอบหมายจาก ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วมหารือกับคณะผู้แทนจากกระทรวงอาหารและเกษตรแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ผู้จัดการโครงการ GFA Consulting Group และผู้เชี่ยวชาญประจำโครงการความร่วมมือระหว่างเยอรมนี – ไทย ในโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะ และนำเรียนความก้าวหน้าการดำเนินโครงการความร่วมมือระหว่างเยอรมนี – ไทย เพื่อส่งเสริมการพัฒนาการทำเกษตรแปลงใหญ่อย่างยั่งยืนในประเทศไทย (German – Thai Cooperation Project to Promote the Sustainable Development of Cluster Farms in Thailand) ณ ห้องประชุม 134 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยชื่นชมโครงการความร่วมมือดังกล่าว เนื่องจากฝ่ายไทยและเยอรมนีได้ลงพื้นที่สำรวจ หารือกับเกษตรกรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และคัดเลือกการดำเนินการร่วมกันก่อนที่จะมีการลงนามในเอกสารความตกลงด้านการเกษตร ได้แก่ ปฏิญญาร่วมแสดงเจตจำนง (Joint Declaration of Intent: JDI) และความตกลงดำเนินงาน (Implementing Agreement: IA) และถือเป็นกรอบความร่วมมือด้านการเกษตรในระดับกระทรวงฉบับแรกของไทยและเยอรมนี

โดยโครงการนี้ จะทำให้เกษตรกรสามารถเรียนรู้วิธีการบริหารจัดการการทำเกษตรและใช้เครื่องจักรกลการเกษตรในพื้นที่แปลงใหญ่ สามารถใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกัน และนำเทคโนโลยีมาใช้อย่างเหมาะสม ซึ่งจะทำให้เกษตรกรมีระบบการบริหารจัดการอย่างยั่งยืน ประกอบกับ ยังสอดคล้องกับการส่งเสริมการทำเกษตรแปลงใหญ่ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายที่สำคัญ ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มการผลิตและผลิตสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพมาตรฐานความปลอดภัย

อย่างไรก็ตามกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับกระทรวงอาหารและเกษตรแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ได้ลงนามใน JDI ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 10 กันยายน 2563 มีระยะเวลาโครงการ 3 ปี (กันยายน 2563-สิงหาคม 2566) โดยมีระยะเวลากว่า 1 ปี หลังจากที่ลงนามในเอกสารความตกลงฯ กรมส่งเสริมการเกษตร ในฐานะหน่วยงานรับผิดชอบหลัก ได้จัดตั้งสำนักงานดำเนินโครงการ มีผู้เชี่ยวชาญจากเยอรมนีมาปฏิบัติงานร่วมด้วยตลอดระยะเวลาโครงการ และได้มีการจัดทำแบบสอบถามและเก็บข้อมูล ลงพื้นที่และจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) เพื่อรับทราบปัญหาแนวทางการแก้ไข และได้ร่วมกันคัดเลือกพื้นที่นำร่องแปลงใหญ่ ในพืช 4 ชนิด (อ้อย มันสำปะหลัง ผัก และไม้ดอก) ใน 4 จังหวัด ได้แก่ ชัยภูมิ นครราชสีมา พระนครศรีอยุธยา และอุบลราชธานี และแผนการดำเนินงานในปี 2565 จะมีการลงพื้นที่ หารือร่วมกับเกษตรกร เพื่อเก็บข้อมูลนำมาวิเคราะห์ และจัดทำเป็นเอกสารเพื่อหาวิธีการดำเนินโครงการให้เหมาะสมในแต่ละพื้นที่นำร่อง การฝึกอบรม การศึกษาดูงานเพื่อสร้างเครือข่าย ความร่วมมือระหว่างเกษตรกรแปลงใหญ่ ข้าราชการส่วนกลางและส่วนภูมิภาค และภาคเอกชน การนำเทคโนโลยีเครื่องจักรกลทางการเกษตรมาใช้ การบริหารจัดการร่วมกัน การวิจัยร่วม ตลอดจนการจับคู่ธุรกิจ และอบรมด้าน GAP เพื่อให้เกษตรกรสามารถเป็นผู้ประกอบการบริหารจัดการฟาร์มได้อย่างยั่งยืน ต่อไป