เดินหน้าจ่ายเงินประกันรายได้ ปี 3

นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ตามที่ คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติโครงการประกันรายได้ข้าว ปี 2564/65 และมาตรการคู่ขนาน วงเงิน 18,000 ล้านบาท เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2564 ที่ผ่านมา ทั้งนี้ให้กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง ธ.ก.ส. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไปหารือร่วมกัน เกี่ยวกับต้นทุนเงิน ของ ธ.ก.ส. ในการดำเนินโครงการประกันรายได้ให้มีความชัดเจนและรายงานคณะมนตรีเพื่อทราบก่อนดำเนินการต่อไป ตามความเห็นของสำนักงบประมาณ และเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2564 คณะรัฐมนตรีได้รับทราบผลการหารือเกี่ยวกับต้นทุนเงินของ ธ.ก.ส. เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่ง ธ.ก.ส. จะสามารถจ่ายเงินงวดแรกได้ภายในวันอังคารหน้านี้ สำหรับราคาเป้าหมายประกันรายได้ข้าวเปลือกที่ความชื้นไม่เกิน 15% ดังนี้

1) ข้าวเปลือกหอมมะลิ ตันละ 15,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 14 ตัน

2) ข้าวเปลือกหอมมะลินอกพื้นที่ ตันละ 14,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 16 ตัน

3) ข้าวเปลือกปทุมธานี ตันละ 11,000 บาท ไม่เกินครัวเรือนละ 25 ตัน

4) ข้าวเปลือกเจ้า ตันละ10,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 30 ตัน

5) ข้าวเปลือกเหนียว ตันละ 12,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 16 ตัน

สำหรับการจ่ายเงินชดเชยตามโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี 2564/65 งวดที่ 1 คณะอนุกรรมการกำหนดเกณฑ์กลางอ้างอิง มีมติเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2564 เห็นชอบราคาเกณฑ์กลางอ้างอิงสำหรับเกษตรกรที่แจ้งเก็บเกี่ยวก่อนวันที่ 15 ตุลาคม 2564 ใช้ราคาเฉลี่ยย้อนหลังระหว่างวันที่ 5-14 ตุลาคม 2564 และภายหลังคณะรัฐมนตรีได้รับทราบผลการหารือเกี่ยวกับต้นทุนของ ธกส แล้ว เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2564 คณะอนุกรรมการฯ ได้ออกประกาศกำหนดราคาเกณฑ์กลางอ้างอิงและชดเชยส่วนต่างข้าวแต่ละชนิด งวดที่ 1 ดังนี้ ข้าวเปลือกหอมมะลิ 10,864.23 บาท/ตัน ชดเชยตันละ 4,135.77 บาท ข้าวเปลือกหอมมะลินอกพื้นที่ 10,407.75 บาท/ตัน ชดเชยตันละ 3,592.25 บาท ข้าวเปลือกหอมปทุมธานี 9,947.87 บาท/ตัน ชดเชยตันละ1,052.13 บาท ข้าวเปลือกเจ้า 8,065.38 บาท/ตัน ชดเชยตันละ 1,934.62 บาท ข้าวเปลือกเหนียว 7,662.53 บาท/ตัน ชดเชยตันละ 4,337.47 บาท ซึ่ง ธ.ก.ส. จะได้ดำเนินการโอนเงินส่วนต่างเข้าบัญชีให้แก่เกษตรกรภายใน 3 วันทำการ ต่อไป

นอกเหนือจากการดูแลเกษตรกรผู้ปลูกข้าวภายใต้โครงการประกันรายได้ ปี 2564/65 แล้ว ยังมีมาตรการคู่ขนาน ที่ให้เกษตรกรเก็บไว้ในยุ้งฉางตนเองได้รับค่าฝากเก็บ ตันละ 1,500 บาท กรณีสถาบันเกษตรกรได้รับตันละ 1,000 บาท สมาชิกได้รับตันละ 500 บาท เป้าหมาย 2 ล้านตันข้าวเปลือก (เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาที่มีเป้าหมาย 1.8 ล้านตัน) และเพิ่มสภาพคล่องในการรับซื้อแก่สถาบันเกษตรกร และโรงสีในการรับซื้อข้าวเปลือก โดยรัฐบาลชดเชยดอกเบี้ยให้ 3% เป้าหมายสถาบันเกษตรกร 1.5 ล้านตันข้าวเปลือก ผู้ประกอบการเป้าหมาย 4 ล้านตันข้าวเปลือก นอกจากนี้ กรมการค้าภายในได้อนุมัติการเปิดจุดรับซื้อข้าวเหนียวในพื้นที่ภาคเหนือ จำนวน 7 จังหวัด และอนุมัติโครงการตลาดนัดข้าวเปลือกใน 19 จังหวัด ในพื้นที่ที่มีโรงสีไม่เพียงพอ เพื่อโรงสีต่างพื้นที่เข้าไปแย่งรับซื้อข้าวในพื้นที่เพื่อให้เกิดการแข่งขันราคา

จากสถานการณ์การส่งออกข้าวมีทิศทางที่ดีจากคำสั่งซื้อต่างประเทศที่มีมากขึ้น ในช่วง 6 เดือนหลัง ค่าเงินปัจจุบันที่อ่อนตัวลง ราคาข้าวในประเทศที่สามารถแข่งขันได้ ซึ่งคาดว่าปริมาณการส่งออกทั้งปีจะใกล้เคียงกับเป้าหมาย 6 ล้านตันที่ตั้งไว้ ประกอบกับได้สถานการณ์การข้าวทั้งในประเทศในขณะนี้มีสัญญานดีขึ้นเช่นกันจากการผ่อนคลายเปิดประเทศให้นักท่องเที่ยวสามารถเข้ามาท่องเที่ยวได้ซึ่งจะทำให้ความต้องการบริโภคมีมากขึ้น สถานการณ์น้ำท่วมที่เริ่มคลี่คลายลง รวมทั้งมาตรการคู่ขนานและมาตรการที่กระทรวงพาณิชย์เข้าไปแก้ไขปัญหาจึงคาดว่าจะส่งผลให้สถานการณ์ราคาข้าวเปลือกในตลาดดีขึ้นเป็นลำดับ
——————————————