💫🌱ปรับเปลี่ยนพื้นที่การผลิตไม่เหมาะสม ตามแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Agri-Map) พลิกชีวิตสร้างรายได้

นโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการดำเนินการปรับเปลี่ยนพื้นที่การผลิตไม่เหมาะสม ตามแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Agri-Map) มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุน ส่งเสริมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนการผลิตในพื้นที่ไม่เหมาะสม เป็นการผลิตที่เหมาะสมสอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่ตลาดและตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง โดยมีหน่วยงานต่างๆ ภายในกระทรวงเกษตรฯ บูรณาการร่วมกัน ได้แก่ กรมพัฒนาที่ดิน ร่วมกับ กรมประมง กรมปศุสัตว์ กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมหม่อนไหม สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ การยางแห่งประเทศไทย และสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ซึ่ง กรมพัฒนาที่ดิน ได้ทำการสนับสนุนและส่งเสริมมาอย่างต่อเนื่อง

สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 3 โดยสถานีพัฒนาที่ดินนครราชสีมา ได้ทำการลงพื้นที่ บ้านหนองแวง หมู่ 4 ต.กระทุ่มราย อ.ประทาย จ.นครราชสีมา ของนายเกรียงไกร ประสบบัว เกษตรกรวัย 62 ปี จากการสำรวจพื้นที่พบว่า ปลูกข้าวในพื้นที่ไม่เหมาะสม เจ้าหน้าที่ของสถานีพัฒนาที่ดินนครราชสีมาได้เข้าพบเกษตรกร เพื่อชี้แจงและแนะนำให้เกษตรกรได้เข้าร่วมโครงการปรับเปลี่ยนพื้นที่การผลิตไม่เหมาะสม ตามแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Agri-Map)

จากนั้น สถานีพัฒนาที่ดินนครราชสีมา ได้เริ่มดำเนินการปรับโครงสร้างพื้นฐานทรัพยากรดิน ประกอบด้วยกิจกรรมปรับรูปแปลงนาลักษณะที่ 1 ปรับรูปแปลงนาลักษณะที่ 2 การปรับแปลงนาแบบร่องน้ำยกคัน เพื่อปลูกพืชแบบผสมผสาน พร้อมสนับสนุนปัจจัยการผลิต อาทิเช่น ปุ๋ยหมักจากสารเร่ง ซุปเปอร์ พด.1 น้ำหมักชีวภาพ จากสารเร่งซุปเปอร์ พด.2 โดโลไมท์เพื่อปรับปรุงดินกรด เมล็ดพันธุ์พืชปุ๋ยสดเพื่อปรับปรุงบำรุงดินในพื้นที่ พร้อมให้ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีด้านการพัฒนาที่ดินของกรมพัฒนาที่ดิน ระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ

โดยนายเกรียงไกร ประสบบัว ได้ปรับปรุงพื้นที่การผลิตให้เหมาะสมและทำกิจกรรมที่หลากหลายในรูปแบบเกษตรผสมผสานในพื้นที่ของตนเอง ทั้งทางด้านพืช การปลูกกล้วย มะม่วง พืชผักสวนครัว ตะไคร้ ด้านประมง การเลี้ยงปลาตะเพียน ปลาดุก ปลาหมอเทศชุมพร ปลานิล ในบ่อดักตะกอน บ่อน้ำในไร่นานอกเขตชลประทาน และเลี้ยงปลาในนาข้าว ด้านปศุสัตว์ การเลี้ยงไก่ เป็ด รวมถึงการเลี้ยงมดแดงบนต้นมะม่วง ทำให้ปัจจุบันมีรายได้หมุนเวียนจากกิจกรรมต่างๆ เช่น จากการขายปลา 150,000 บาท/ปี กล้วย 10,000 บาท/ปี ตะไคร้ 25,000 บาท/ปี ซึ่งทำให้มีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 15,400 บาท หรือวันละ 500 บาท ซึ่งยังไม่นับรวมถึง การปลูกผักสวนครัว เลี้ยงมดแดงเพื่อบริโภคไข่มด การปลูกมะม่วง มะขามเทศ ไว้กินเองหรือแจกจ่ายญาติพี่น้อง เป็นการลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนอีกด้วย

“แต่ก่อนทำนาอย่างเดียว ได้ผลผลิตบ้างไม่ได้บ้าง เพราะเป็นนาดอน นาดินทราย ขึ้นอยู่กับเทวดา สภาพฝนฟ้าอากาศไม่แน่นอน พอกรมพัฒนาที่ดินเข้ามาส่งเสริมด้านการปรับเปลี่ยนพื้นที่ไปทำแบบเกษตรผสมผสาน ขุดสระน้ำให้ ก็ทำให้ลืมตาอ้าปากขึ้นมาได้บ้าง” … นายเกรียงไกร กล่าวทิ้งท้าย