กรมการแพทย์จับมือ ม.มหิดล ยกระดับการแพทย์จีโนมิกส์และการแพทย์แม่นยำโรคมะเร็ง

อธิบดีกรมการแพทย์ เผยกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข และ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการแพทย์จีโนมิกส์และการแพทย์แม่นยำในโรคมะเร็ง เพื่อพัฒนาห้องปฏิบัติการ ระบบการวินิจฉัย รูปแบบประเมินความเสี่ยง พร้อมทั้งสร้างเครือข่ายการให้คำปรึกษาทางไกล ให้เป็นมาตรฐานสำหรับดูแลรักษาผู้ป่วย

วันที่ 22 กรกฏาคม 2563 ที่สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส กรุงเทพฯ นายแพทย์ สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยภายหลังลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ว่า โรคมะเร็งเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญของโลกและประเทศไทยและเป็นสาเหตุการเสียชีวิตของประชากรที่เพิ่มสูงขึ้น

จากปัญหาดังกล่าว กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ในฐานะหน่วยงานที่มีหน้าที่หลักในการส่งเสริม กำหนดนโยบายป้องกันและควบคุมโรคมะเร็งระดับประเทศ ตระหนักถึงปัญหาของโรคมะเร็งและหาแนวทางป้องกันอย่างต่อเนื่อง จึงได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อศึกษา พัฒนาโครงการวิจัย การแพทย์จีโนมิกส์และการแพทย์แม่นยำในโรคมะเร็ง เช่น ห้องปฏิบัติการ ระบบการวินิจฉัย รูปแบบประเมินความเสี่ยง

พร้อมทั้งสร้างเครือข่ายการให้คำปรึกษาทางไกล พัฒนาการตรวจและถอดรหัสพันธุกรรม สำหรับการวินิจฉัยและรักษาผู้ป่วย การพัฒนาระบบส่งต่อและให้คำปรึกษาผู้ป่วย การคัดกรองและป้องกันโรคแก่ประชาชน รวมทั้งพัฒนาแนวทางมาตรฐานในเวชปฏิบัติให้เป็นมาตรฐานสำหรับดูแลรักษาผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ศาสตราจารย์ ดร. นายแพทย์ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ความสำคัญในการพัฒนาความร่วมมือ แลกเปลี่ยนความรู้ทางวิชาการและการวิจัยกับองค์กรทั้งภายในประเทศและต่างประเทศมาอย่างต่อเนื่อง

ความร่วมมือทางวิชาการในครั้งนี้ ระหว่างกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข และ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล จะเป็นการกำหนดขอบเขตของความร่วมมือและหน้าที่ความรับผิดชอบ เพื่อให้การดำเนินงานบรรลุวัตถุประสงค์ ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นที่จะผลักดัน ให้เกิดการส่งเสริมและพัฒนาการแพทย์แบบองค์รวม

ทั้งในเรื่องการบริหารทรัพยากรทั้งเครื่องมือ อุปกรณ์ทางการแพทย์ ส่งเสริมบุคลากรและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องให้เกิดความรู้ เชี่ยวชาญ และสามารถนำเทคโนโลยีทางการแพทย์ ตลอดจนผลงานวิจัยหรือผลิตภัณฑ์จากงานวิจัยที่เกิดจากความร่วมมือนี้ ไปสู่การใช้ประโยชน์ทั้งเชิงพาณิชย์ เชิงนโยบาย และเชิงสาธารณะ นับเป็นก้าวแรกที่สำคัญของความร่วมมือแบบบูรณาการที่สอดคล้องกับการพัฒนาการแพทย์ยุคใหม่ต่อไป

……………………………………………..