สธ.ขยายความร่วมมือ 3 บริษัทชั้นนำระดับโลก GSK- Roche-Bayer ขับเคลื่อนสุขภาพ สร้างเศรษฐกิจไทย สู่อนาคตที่ยั่งยืน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธาน MOU ระหว่างกระทรวงสาธารณสุข และ 3 บริษัทชั้นนำระดับโลก GSK – Roche – Bayer ยกระดับระบบสุขภาพประเทศสู่ Medical Investment Hub เพิ่มโอกาสการเข้าถึงนวัตกรรมทางการแพทย์ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพของประเทศอย่างยั่งยืน เดินหน้าดึงดูดเงินลงทุนตามเป้าหมาย 68,000 ล้านบาท

วันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 ที่สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข จังหวัดนนทบุรี นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ เรื่อง ความร่วมมือสนับสนุนระบบนิเวศสุขภาพ เพื่อประโยชน์ต่อระบบสุขภาพและเศรษฐกิจสุขภาพของประเทศ ระหว่าง กระทรวงสาธารณสุข กับ บริษัทภาคเอกชนด้านยา โดยมี นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข นายโยเกซ โกปาลคริชแนน รักษาการผู้จัดการทั่วไป บริษัท แกล็กโซสมิทไคล์น (ประเทศไทย) จำกัด (GSK) พญ.บุษกร มหรรฆานุเคราะห์ ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ บริษัท แกล็กโซสมิทไคล์น (ประเทศไทย) จำกัด (GSK) Mr. Matthew Simon Coates (Ph.D.) กรรมการผู้จัดการ บริษัท โรช ไทยแลนด์ จำกัด (Roche) และคุณเซียนรู หวัง กรรมการบริษัท ไบเออร์ไทย จำกัด (Bayer) และคุณภารณี อดุลยภิเชฏฐ์ กรรมการบริษัทและหัวหน้าฝ่ายประสานงานราชการ ประจำภูมิภาคอาเซียน บริษัท ไบเออร์ไทย จำกัด (Bayer) เป็นผู้ลงนาม

นายพัฒนา กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขเดินหน้าสร้างความร่วมมือกับบริษัทชั้นนำระดับโลก เพื่อยกระดับระบบสุขภาพและเศรษฐกิจของประเทศ ภายใต้นโยบาย Medical Investment Hub ผลักดันภาคการแพทย์และสุขภาพ สู่เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของประเทศ ต่อยอดศักยภาพระบบสาธารณสุขไทยเพื่อดึงดูดการลงทุนระดับโลก สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ผ่าน กรอบความร่วมมือครอบคลุม 3 ด้านสำคัญ คือ บริการทางการแพทย์และสุขภาพ (Service Hub) ส่งเสริมการพัฒนาและยกระดับคุณภาพระบบบริการทางการแพทย์และสุขภาพ ให้สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้านการวิจัยและพัฒนา (Research and Development Hub) ส่งเสริมการศึกษา วิจัย และพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์และสุขภาพ โดยเฉพาะการวิจัยทางคลินิก เพิ่มศักยภาพการวิจัยของประเทศไทย และด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพและเทคโนโลยีทางการแพทย์ (Product and Health Manufacturing Hub) ถ่ายทอดเทคโนโลยีและพัฒนาอุตสาหกรรมยา โดยตั้งเป้าดึงดูดเงินลงทุนใหม่กว่า 68,000 ล้านบาท สร้างผลต่อเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า ร้อยละ 0.5 ของ GDP และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม จากอันดับ 56 สู่อันดับ 50 โดยเดินหน้าสร้างความร่วมมือกับบริษัท ชั้นนำด้านยาและสุขภาพระดับโลก 10 บริษัท ที่ผ่านมาได้มีการลงนามความร่วมมือกับ MSD เพื่อเพิ่มการเข้าถึงวัคซีนและส่งเสริมการลงทุนวิจัยทางคลินิก มูลค่า 2,500 ล้านบาท และ Sandoz เพื่อเพิ่มการเข้าถึงยาชีววัตถุคล้ายคลึง ถ่ายทอดเทคโนโลยี และเสริมสร้างความมั่นคงด้านยา สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและการลงทุนกว่า 1,200 ล้านบาท ไปแล้ว

นายพัฒนา กล่าวต่อว่า สำหรับครั้งนี้ เป็นขยายความร่วมมือครั้งสำคัญกับ 3 บริษัทชั้นนำระดับโลก ได้แก่ บริษัท GSK ผู้นำด้านวัคซีนและนวัตกรรมการรักษาโรค เสนอขยายการลงทุนวิจัยทางคลินิกเพิ่มเติม 1,500 ล้านบาท พร้อมพัฒนาศักยภาพบุคลากรและสถานพยาบาลวิจัย และการผลิตวัคซีนเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมวัคซีนไทย บริษัท Roche ผู้นำด้านนวัตกรรมยารักษาโรคมะเร็งและการแพทย์แม่นยำ เสนอการลงทุนวิจัยทางคลินิก 1,500 ล้านบาท ภายในปี 2572 พร้อมยกระดับศูนย์วิจัย ส่งเสริมการเข้าถึงยานวัตกรรมสำหรับผู้ป่วยมะเร็งตับและมะเร็งเต้านม และศึกษาการต่อยอดอุตสาหกรรมยาในประเทศ และ บริษัท Bayer ผู้นำด้านวิทยาศาสตร์เพื่อชีวิตและนวัตกรรมทางการแพทย์ เสนอโอกาสการลงทุนวิจัยทางคลินิกระยะเริ่มต้นประมาณ 153 ล้านบาท พร้อมส่งเสริมการเข้าถึงยานวัตกรรม และพัฒนาระบบคัดกรองโรคจอประสาทตาด้วยเทคโนโลยี AI โดยตั้งเป้าขยายการคัดกรองจาก 2 ล้านคน เป็น 4 ล้านคน รวมมูลค่าการลงทุนและข้อเสนอความร่วมมือเบื้องต้นจาก 5 บริษัทที่ได้สร้างความร่วมมือแล้ว ไม่น้อยกว่า 6,000 ล้านบาท

ด้าน นพ.สมฤกษ์ กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขมีความพร้อมในการขับเคลื่อนนโยบาย Medical Investment Hub เพื่อให้ระบบบริการสุขภาพร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ โดยจะประสานความร่วมมือกับหน่วยงานทุกภาคส่วน เพื่อผลักดันกรอบความร่วมมือไปสู่การดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม มุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพบุคลากรและสถานพยาบาล ยกระดับมาตรฐานการวิจัยทางคลินิก และส่งเสริมการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ในระบบบริการสุขภาพซึ่งความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยยกระดับศักยภาพของระบบสุขภาพไทย เพิ่มโอกาสการเข้าถึงนวัตกรรมทางการแพทย์ และสร้างโอกาสการลงทุนเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพของประเทศอย่างยั่งยืน