“สธ.” ปรับจูน “สปสช.” จาก “ความเข้าใจคลาดเคลื่อน” กรณี ชะลอจ่ายงบ 2,812 ล้านบาท ยัน เร่งคืนเงินให้ 894 โรงพยาบาลทันทีตามมติร่วม

ปลัดกระทรวงสาธารณสุขหารือเลขาธิการ สปสช. สร้างความเข้าใจที่ถูกต้องตรงกัน หลังพบความเข้าใจคลาดเคลื่อนในการดำเนินการตามมติคณะกรรมการร่วม กรณีการชะลอโอนงบค่าบริการทางการแพทย์ 2,812.21 ล้านบาท และการบริหารเงินโอนล่วงหน้า 4,299 ล้านบาท ยืนยันปรับแนวทางตามมติเดิม พร้อมเร่งรัดกระบวนการประมวลผลเพื่อจ่ายชดเชยค่าบริการให้แก่โรงพยาบาลทั้ง 894 แห่งโดยเร็วที่สุด เพื่อเสริมสภาพคล่องและป้องกันผลกระทบต่อการให้บริการประชาชน

วันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า จากการเผยแพร่ข้อมูลการชี้แจงของ สปสช. ก่อนหน้านี้เกี่ยวกับการชะลอการจ่ายงบประมาณค่าบริการทางการแพทย์ จำนวน 2,812.21 ล้านบาท ซึ่งส่งผลกระทบต่อโรงพยาบาลในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข 894 แห่ง กระทรวงสาธารณสุขได้เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงและประสานหารือกับ สปสช. ทันที เนื่องจากพบว่ามีความเข้าใจคลาดเคลื่อนจากแนวทางที่ได้ตกลงร่วมกันตามมติคณะกรรมการร่วมบริหารการเงินการคลัง ซึ่งมีหลักการสำคัญร่วมกันในการบริหารงบประมาณ ปี 2569 ต้องไม่กระทบต่อรายรับและสภาพคล่องของโรงพยาบาล ตลอดจนการพิจารณาภาระเงินโอนล่วงหน้าจะต้องผ่านการหารือร่วมกันก่อนดำเนินการ ทั้งนี้ จากการหารือร่วมกัน ได้ข้อสรุปและแนวทางการดำเนินงานที่สอดคล้องกับมติร่วม ใน 3 ประเด็นหลัก คือ 1.เร่งประมวลผลงบค่าบริการที่ชะลอจ่าย วงเงิน 2,812.21 ล้านบาท ส่งถึงโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด ประกอบด้วย 3 รายการสำคัญ ได้แก่ งบ Central Reimbursement (CR), งบค่าบริการผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง และงบค่าบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค (PP Fee Schedule) โดย สปสช. จะเร่งประมวลผลเพื่อจ่ายชดเชยเข้าสู่ระบบของโรงพยาบาลทั้ง 894 แห่งตามขั้นตอน และ สธ. จะร่วมติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อให้โรงพยาบาลได้รับเงินโดยเร็วและลดผลกระทบต่อการบริหารการเงินการคลังของหน่วยบริการ

2. บริหารเงินโอนล่วงหน้า 4,299 ล้านบาท โดยการนำวงเงินงบประมาณปี 2569 ที่รอการจัดสรร ได้แก่ งบกองทุนผู้ป่วยใน (IP) จำนวน 3,172.56 ล้านบาท ประกอบด้วย วงเงินกันระดับประเทศ และวงเงินกัน กรณี UCEP ภาครัฐ มาช่วยบริหารจัดการภาระดังกล่าว หากยังมีส่วนต่างคงเหลืออีกประมาณ 1,000 ล้านบาท ทั้งสองหน่วยงานจะร่วมกันกำหนดแนวทางการหักชำระจากค่าบริการที่โรงพยาบาลจะได้รับในปีงบประมาณ 2570 โดยยึดผลกระทบต่อสภาพคล่องของโรงพยาบาลเป็นหลัก และสื่อสารทำความเข้าใจกับหน่วยบริการก่อนดำเนินการ และ 3. ยึดมติร่วมรองรับกรณีงบ Central Reimbursement (CR) ปี 2569 ไม่เพียงพอ ให้ดำเนินการตามแนวทางที่คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กำหนดไว้ โดยนำงบประมาณปี 2570 มารองรับภาระค่าบริการดังกล่าว เพื่อให้โรงพยาบาลได้รับการชดเชยค่าบริการอย่างต่อเนื่อง และไม่เกิดภาระทางการเงินจากการดำเนินการที่คลาดเคลื่อนไปจากข้อตกลงร่วมกัน

“การบริหารงบประมาณหลักประกันสุขภาพแห่งชาติจำเป็นต้องอาศัยความเข้าใจและการตัดสินใจร่วมกันผ่านกลไกคณะกรรมการร่วมฯ โดยเฉพาะประเด็นที่มีผลกระทบต่อรายรับของโรงพยาบาล ซึ่งการปรับจูนความเข้าใจในครั้งนี้ทำให้ทั้งสองฝ่ายได้ข้อยุติที่ชัดเจน เป็นธรรม สามารถตรวจสอบได้ โดยมีเป้าหมายร่วมกัน คือ การรักษาสภาพคล่องของโรงพยาบาล ประชาชนได้รับบริการอย่างต่อเนื่องและมีคุณภาพ และการบริหารงบประมาณของประเทศเกิดประสิทธิภาพสูงสุด” นพ.สมฤกษ์กล่าว