เริ่มแล้ว! สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้ง 19 เดินหน้าแสวงหาฉันทมติ 3 ระเบียบวาระสำคัญ สร้างสุขภาวะด้วยธรรมชาติ – ยกระดับ First Jobbers – ฮีลใจคนรุ่นใหม่ “นายกฯ อนุทิน” ชวนออกแบบระบบสุขภาพที่เป็นธรรมเพื่ออนาคต ลั่นพร้อมดันมติสมัชชาสุขภาพฯ สู่ ครม.-แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพื่อขับเคลื่อนให้เกิดรูปธรรม

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ร่วมกับภาคีเครือข่าย จัดงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 19 ประจำปี พ.ศ. 2569 ภายใต้ประเด็นหลัก (ธีม) “สังคมอยู่ดีมีพลัง: นโยบายสาธารณะเชิงบวกด้วยหัวใจ” ระหว่างวันที่ 28-29 ต.ค. 2569 ณ อิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี จ.นนทบุรี โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงาน และปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “ร่วมผนึกพลังทุกภาคส่วน … ก้าวสู่ระบบสุขภาพไทยที่ยั่งยืน” ท่ามกลางสมาชิกสมัชชาสุขภาพฯ และผู้ที่สนใจทั้งชาวไทยและภาคีต่างประเทศ เข้าร่วมงานผ่านทาง onsite และ online เป็นจำนวนมาก
สำหรับงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ เป็นกระบวนการพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพแบบมีส่วนร่วม ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีตามบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 โดยในปี 2569 มี 3 ระเบียบวาระที่เข้าสู่การพิจารณา ซึ่งหากที่ประชุมให้การรับรองอย่างเป็นฉันทมติต่อระเบียบวาระดังกล่าว ก็จะนำเสนอต่อคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) และที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาใช้เป็นกรอบการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป
ทั้งนี้ ประกอบด้วย 1. การสร้างสุขภาวะด้วยธรรมชาติ (Promoting Well-Being through Nature) 2. การยกระดับระบบนิเวศช่วงเปลี่ยนผ่านชีวิตของกลุ่มเริ่มต้นทำงาน (Leveraging the Transition-to-Work Ecosystem for First Jobbers) 3. ฮีลใจคนรุ่นใหม่: เสริมพลังคนรุ่นใหม่ผ่านระบบสุขภาวะทางจิตเชิงรุกและมีส่วนร่วม (New Gen, Find Your Zen: Empowering Young People through a Proactive and Participatory Mental Well-being System)

นายอนุทิน กล่าวปาฐกถาพิเศษตอนหนึ่งว่า ขณะนี้ประเทศไทยกำลังอยู่ในกระบวนการขับเคลื่อนสู่การเป็นสมาชิกขององค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ หรือ OECD ซึ่งไม่ใช่เพียงเรื่องการค้าและการลงทุน แต่คือโอกาสยกระดับทั้งด้านเศรษฐกิจ ธรรมาภิบาล สังคม สิ่งแวดล้อม ข้อมูล นโยบายสาธารณะ และคุณภาพชีวิตของคนไทยทั้งประเทศ และหนึ่งในประเด็นสำคัญภายใต้การยกระดับทุนมนุษย์ คือการวางรากฐานระบบสวัสดิการสังคมและระบบการจัดการสุขภาพที่ยั่งยืน รวมทั้งยกระดับกลไกการเพิ่ม ผลิตภาพแรงงาน โดยออกแบบเส้นทางสู่งานที่มีผลิตภาพสูง
ทั้งนี้ จึงอยากชวนทุกภาคส่วนคิดไปพร้อมกันว่า ระบบสุขภาพที่ยั่งยืนของประเทศไทยในอีก 5 ปี 10 ปี หรือ 20 ปีข้างหน้า จะมีหน้าตาอย่างไร เราจะทำอย่างไรให้คนในเมืองและคนในชนบทเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพอย่างเป็นธรรม ให้ระบบสุขภาพสามารถรองรับสังคมสูงวัยและโรคไม่ติดต่อหรือโรคเรื้อรังได้ ให้กำลังคนด้านสุขภาพมีจำนวนเพียงพอ มีสุขภาพและมีคุณภาพชีวิตในการทำงานที่ดี มีการเงินการคลังด้านสุขภาพมีความมั่นคงโดยไม่สร้างภาระที่เกินกำลังของประเทศ และให้ระบบสุขภาพของเราสามารถใช้ข้อมูล เทคโนโลยี และ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ทิ้งคนที่เข้าถึงเทคโนโลยีได้ยากไว้ข้างหลัง ตลอดจนให้มีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีสุขภาพที่ดี

ทั้งหมดนี้คือเรื่องของความเป็นธรรมและความยั่งยืน ซึ่งสองเรื่องนี้ต้องเดินไปด้วยกัน เพราะระบบที่ยั่งยืนแต่ไม่เป็นธรรม ย่อมไม่ใช่ระบบสุขภาพที่เราต้องการ และระบบที่เป็นธรรมแต่ไม่สามารถรักษาความยั่งยืนทางการเงิน กำลังคน และ การบริหารจัดการได้ ก็ไม่สามารถตอบโจทย์คนไทยในระยะยาว ได้เช่นกัน ซึ่งสมัชชาสุขภาพแห่งชาติมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง เพราะมีจุดแข็งในการทำให้เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นได้ เนื่องจากเป็นกระบวนการการนำความรู้ ประสบการณ์ของประชาชน และการมีส่วนร่วมมาเชื่อมโยงกัน จากข้อมูลและหลักฐานสู่การแลกเปลี่ยน การมีฉันทมติ การพัฒนานโยบาย และการเปลี่ยนแปลงในทางปฏิบัติ
“ในนามของรัฐบาล วันนี้ขอให้คำมั่นไว้ 3 ประการ 1. ผมจะมอบท่านรองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธาน คสช. นำมติสมัชชาสุขภาพครั้งนี้เสนอ ครม. โดยเร็ว อย่างน้อยภายในไตรมาสที่ 2 ของปีงบประมาณ 2570 พร้อมกำหนดหน่วยงานรับผิดชอบให้ชัดเจน 2. ผมจะขอให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นำมติเรื่องสุขภาวะด้วยธรรมชาติ, First Jobbers และสุขภาพจิตกลุ่มเด็กและเยาวชน ไปประกอบการจัดทำแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 เพื่อให้ข้อเสนอจากเวทีนี้ ไปเชื่อมโยงกับการขับเคลื่อนนโยบายและแผนของประเทศ 3. ผมจะมอบหมายให้กระทรวงที่เกี่ยวข้องรับข้อเสนอจากสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ และสมัชชาสุขภาพคนรุ่นใหม่ ไปดำเนินการและรายงานผลด้วย” นายอนุทิน กล่าว
ขณะที่ นพ.สุเทพ เพชรมาก เลขาธิการ คสช. กล่าวว่า สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ เป็นกระบวนการพัฒนาและขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ และเป็นพื้นที่กลางให้ทุกภาคส่วนในสังคม ได้เข้ามามีส่วนร่วมตามแนวทางประชาธิปไตย สู่การสร้างความเป็นเจ้าของนโยบายสาธารณะร่วมกัน ตั้งแต่ร่วมสะท้อนปัญหา ร่วมกำหนดเป้าหมายและทิศทาง ร่วมพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบาย และสานพลังการขับเคลื่อนหนุนเสริมซึ่งกันและกัน รวมทั้งติดตามความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง จนกว่าจะบรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมาย ยังประโยชน์ให้เกิดขึ้นแก่ทุกฝ่าย นับเป็นกระบวนการสร้างสังคมสุขภาวะในมิติใหม่
นพ.สุเทพ กล่าวว่า สำหรับการประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 19 นี้ คณะกรรมการจัดสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ หรือ คจ.สช. ซึ่งมี พญ.พรรณพิมล วิปุลากร เป็นประธาน ได้กำหนดธีม “สังคมอยู่ดีมีพลัง: นโยบายสาธารณะเชิงบวกด้วยหัวใจ” ซึ่งหมายถึงการร่วมกันสร้างนโยบายที่มองเห็นโอกาสและศักยภาพของผู้คน รับฟังและเข้าใจความต้องการของประชาชนด้วยความใส่ใจ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสุขภาวะอย่างยั่งยืน พร้อมเสริมพลังให้ทุกคนมีส่วนร่วมกำหนดทิศทางและขับเคลื่อนสังคมให้ดีขึ้นร่วมกัน
“สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ จัดอย่างเป็นทางการครั้งแรกในปี พ.ศ. 2551 และจัดเป็นประจำทุกปี ต่อเนื่องเรื่อยมา จนถึงครั้งที่ 19 ในปีนี้ ซึ่งปัจจุบันได้ข้อเสนอเชิงนโยบายจากสมัชชาสุขภาพแห่งชาติรวม 103 มติ ซึ่งมีการร่วมผลักดันสู่การปฏิบัติ ทั้งในระดับชาติ ระดับหน่วยงาน/องค์กร ระดับพื้นที่ และระดับชุมชนท้องถิ่น” ประธาน คสช. กล่าว
สำหรับกิจกรรมในงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 19 นอกจากการแสวงหาฉันทมติใน 3 ระเบียบวาระสำคัญแล้ว ยังมีการรายงานความก้าวหน้าของการขับเคลื่อนมติสมัชชาสุขภาพฯ ในอดีต และนำเสนอข้อท้าทายต่อการขับเคลื่อนมติ ประกอบด้วย มติ 16.1 ระบบสุขภาวะทางจิตเพื่อสังคมไทยไร้ความรุนแรง 17.1 พลิกโฉมกำลังคนเพื่อสังคมสุขภาวะ 17.2 การท่องเที่ยวแนวใหม่ สู่สุขภาวะและเศรษฐกิจไทยยั่งยืน พร้อมทั้งประกาศเจตนารมณ์ร่วมสร้างสภาพแวดล้อมเพื่อสุขภาวะ (NCDs Ecosystem) ของพี่น้องชาวมุสลิม โดยคณะกรรมการพัฒนานโยบายฯ และสำนักจุฬาราชมนตรี ตลอดจนมีพิธีมอบรางวัลแก่หน่วยงานและองค์กรที่ขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วม โดย นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธาน คสช.
นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ “ตลาดนัดนโยบาย” ซึ่งหน่วยงาน องค์กรภาคี และผู้ที่สนใจจากทั่วประเทศ ได้เข้ามาร่วมใน 7 โซนกิจกรรมอย่างคึกคัก ไม่ว่าจะเป็นการขายไอเดียเพื่อค้นหาแนวร่วมการทำงาน การแลกเปลี่ยนและสร้างเครือข่าย โดยมีหัวข้อที่น่าสนใจ เช่น 1. เวทีร่วมออกแบบประเทศไทย: Blueprint ระบบนโยบายที่ประชาชนมีส่วนร่วม 2. การสานพลังสร้างสภาพแวดล้อมเพื่อสุขภาวะ (NCD Ecosystem) 3. Geopolitics, International Trade and Health Conference 2026 4. อัศวินโต๊ะกลมแห่งอนาคตประเทศไทย (Knights of Thailand’s Future) 5. เสียงของชีวิต พลังของชุมชน เชื่อม Living Will กับการดูแลชุมชน 6. การประชุมวิชาการ “สานพลังไทย รับมือสังคมสูงวัย ไปด้วยกัน จากนโยบายสู่การปฏิบัติ”





