เกษตรฯ ระดมเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สำรวจความเสียหาย

ากสถานการณ์ฝนตกหนักในหลายพื้นที่ ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่ลาดเชิงเขา พื้นที่ใกล้ทางน้ำไหลผ่าน และพื้นที่ลุ่มต่ำ กรมส่งเสริมการเกษตรขานรับนโยบายของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการเร่งให้ความช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบโดยมอบหมายให้หน่วยงานในพื้นที่ติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ลงพื้นที่สำรวจความเสียหายด้านการเกษตร พร้อมให้คำแนะนำและช่วยเหลือเกษตรกรอย่างเหมาะสมกับสถานการณ์

นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตรเตรียมความพร้อมในการฟื้นฟูพื้นที่การเกษตรภายหลังสถานการณ์คลี่คลาย โดยเร่งสำรวจความเสียหาย รวบรวมข้อมูลพื้นที่และเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ เพื่อวางแนวทางฟื้นฟูและช่วยเหลือให้สอดคล้องกับความเสียหายและความต้องการของเกษตรกรในแต่ละพื้นที่ เพื่อให้สามารถกลับมาประกอบอาชีพและดำเนินการผลิตทางการเกษตรได้โดยเร็ว

กรมส่งเสริมการเกษตรได้ให้เตรียมการสนับสนุนการฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ โดยศูนย์ขยายพันธุ์พืช (ศขพ.) จำนวน 10 แห่ง ได้จัดเตรียมเมล็ดพันธุ์และต้นพันธุ์พืชไว้พร้อมแล้ว ซึ่งเป็นพืชอายุสั้นที่เกษตรกรสามารถนำไปปลูกเพื่อเป็นอาหาร ลดค่าใช้จ่ายในครอบครัวและเพิ่มรายได้ เช่น เมล็ดพันธุ์พืชผัก จำนวน 155,743 ซอง ประกอบด้วย พริก มะเขือเปราะ ถั่วฝักยาว ถั่วพู และกระเจี๊ยบเขียว ต้นพันธุ์พืชผักพืชอาหาร จำนวน 229,945 ต้น และต้นพันธุ์ไม้ผลไม้ยืนต้น รวมทั้งศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านการอารักขาพืช (ศทอ.) จำนวน 9 แห่ง ได้ดำเนินการจัดเตรียมเชื้อราไตรโคเดอร์มา ทั้งแบบพร้อมใช้ และหัวเชื้อขยาย จำนวนกว่า 9 ตัน พร้อมสนับสนุนเพื่อให้เกษตรกรนำใช้ในการฟื้นฟูป้องกันเชื้อสาเหตุโรคพืชสำหรับพื้นที่เพาะปลูกไม้ผลหลังน้ำลด และยังเปิดจุดบริการซ่อมเครื่องจักรกลทางการเกษตรที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยให้กับเกษตรกร

ขณะนี้ (9 ตุลาคม 2569) นับช่วงเวลาเกิดภัย ตั้งแต่ 1 กันยายน – 7 ตุลาคม 2569 มีพื้นที่การเกษตรด้านพืช ได้รับผลกระทบ 50 จังหวัด 310 อำเภอ 1,701 ตำบล และประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินแล้ว จำนวน 34 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี ระยอง ปราจีนบุรี นครนายก ลำปาง เพชรบูรณ์ พิจิตร แม่ฮ่องสอน พิษณุโลก กำแพงเพชร อุทัยธานี ชัยนาท สระบุรี พระนครศรีอยุธยา อ่างทอง กรุงเทพฯ ปทุมธานี สิงห์บุรี อุบลราชธานี สกลนคร ยโสธร หนองคาย ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ กาญจนบุรี นครปฐม พังงา สุราษฎร์ธานี นครสวรรค์ สระแก้ว จันทบุรี ฉะเชิงเทรา ตราด ราชบุรี เบื้องต้นมีเกษตรกร 159,048 ราย พื้นที่ได้รับผลกระทบ 1,765,091.95 ไร่ แบ่งเป็น ข้าว 1,351,659.61 ไร่ พืชไร่และพืชผัก 292,374.70 ไร่ ไม้ผล ไม้ยืนต้น และอื่นๆ 124,276.89 ไร่ พร้อมสั่งการให้หน่วยงานในพื้นที่ประเมินสถานการณ์เบื้องต้น และรายงานพื้นที่การเกษตรประสบภัยพิบัติ พร้อมจัดชุดเฉพาะกิจลงพื้นที่ประสบภัยเพื่อให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นแก่เกษตรกร รวมถึงออกเยี่ยมเยียนให้คำแนะนำในการดูแลรักษาพืชผลทางการเกษตรที่เสียหาย สื่อสารให้เกษตรกรทราบถึงสถานการณ์และบริหารความเสี่ยง

โดยตรวจสอบเส้นทางน้ำไหล เสริมคันกั้นน้ำในจุดที่มีความเสี่ยง เตรียมเครื่องสูบน้ำหรืออุปกรณ์สำหรับระบายน้ำเพื่อลดการแช่ขังซึ่งเป็นสาเหตุของโรคพืช โดยจะต้องสำรวจแปลงเกษตรและพื้นที่ใกล้เคียงในการรองรับหรือเป็นทางผ่านของการระบายน้ำด้วย ป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายเป็นวงกว้าง เกษตรกรควรงดการใส่ปุ๋ยหรือปัจจัยการผลิต เพื่อลดความสูญเสียรายได้และลดการเพิ่มต้นทุนการเกษตรไปโดยไม่เกิดประโยชน์รวมทั้งควรจัดเก็บเครื่องมือการเกษตรในที่ปลอดภัยป้องกันความเสียหายด้วย

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า การดำเนินการให้ความช่วยเหลือของกรมส่งเสริมการเกษตร กรณีพื้นที่เกษตรได้รับความเสียหายเกษตรกรจะได้รับความช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการ สำหรับหลักเกณฑ์การช่วยเหลือฯ กรณีเกิดภัยธรรมชาติและผู้ว่าราชการจังหวัดประกาศเขตภัยพิบัติ ตั้งแต่วันที่ 21 สิงหาคม 2569 จะได้รับความช่วยเหลือตามหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติปลีกย่อยเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือด้านการเกษตรผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2569 โดยให้ความช่วยเหลือไม่เกินครัวเรือนละ 30 ไร่

กรณีพื้นที่เพาะปลูกได้รับความเสียหายจากภัยพิบัติ และพืชตายหรือเสียหายจนไม่สามารถฟื้นฟูหรือเยียวยาให้กลับคืนสู่สภาพเดิมได้อีก จะพิจารณาช่วยเหลือตามจำนวนพื้นที่เพาะปลูกที่ได้รับความเสียหายจริง ในอัตรา ดังนี้ ข้าว ไร่ละ 2,240 บาท พืชไร่และพืชผัก ไร่ละ 3,180 บาท ไม้ผล ไม้ยืนต้น และอื่น ๆ ไร่ละ 6,800 บาท ส่วนกรณีไม้ผลและไม้ยืนต้นได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ ทำให้พืชชะงักการเจริญเติบโตแต่ไม่ตาย และยังสามารถฟื้นฟูให้กลับคืนสู่สภาพเดิมได้ หรือกรณีผลผลิตได้รับผลกระทบจนได้รับความเสียหาย จะให้ความช่วยเหลือ ในอัตราไร่ละ 3,400 บาท ทั้งนี้ รวม 2 กรณีต้องไม่เกินครัวเรือนละ 30 ไร่

นอกจากนี้ หากพื้นที่เพาะปลูกได้รับความเสียหายจากการถูกหิน ดิน ทราย ไม้ โคลน หรือซากวัสดุทุกชนิดทับถม จนไม่สามารถใช้เพาะปลูกได้ หรืออาจทำให้พืชผลได้รับความเสียหาย และหน่วยงานของรัฐไม่สามารถเข้าไปให้ความช่วยเหลือได้ จะให้ความช่วยเหลือเป็นค่าใช้จ่ายในการขุดลอกและขนย้ายเศษซากวัสดุที่ทับถม เพื่อให้สามารถกลับมาใช้พื้นที่เพาะปลูกได้ โดยช่วยเหลือในขนาดพื้นที่ ไม่เกิน 5 ไร่ ในอัตราไร่ละ 16,000 บาท

กรมส่งเสริมการเกษตรขอย้ำว่า ขอให้เกษตรกรเร่งตรวจสอบทะเบียนเกษตรกร ยื่นแบบ กษ 01 ให้ครบถ้วน ผ่านการรับรองความเสียหาย เข้าร่วมประชาคม และติดตามประกาศผลการพิจารณา เพื่อให้เข้าสู่กระบวนการช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว ถูกต้อง และเป็นไปตามหลักเกณฑ์ ทั้งนี้ ธ.ก.ส.จะโอนเงินเข้าบัญชีให้เกษตรกรโดยตรง ตามลำดับต่อไป ให้เกษตรกรระวังการแอบอ้างจากมิจฉาชีพหรือผู้ไม่หวังดีในการรับเงินด้วย

ทั้งนี้ เกษตรกรสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้าน