
สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้ติดตามการคาดการณ์สภาพอากาศ พบว่าความกดอากาศสูงจากประเทศจีนแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบน ประกอบกับร่องมรสุมจะพาดผ่านภาคใต้ตอนบน ในขณะที่มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ยังคงพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทย ทำให้ประเทศไทยจะมีสภาพอากาศแปรปรวน โดยมีลักษณะของฝนฟ้าคะนองลมกระโชกแรง ลูกเห็บตก และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ทั้งนี้ สทนช. ได้ประเมินวิเคราะห์สถานการณ์น้ำตามฝนคาดการณ์จากกรมอุตุนิยมวิทยา และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) และการคาดการณ์พื้นที่เสี่ยงน้ำหลากและพื้นที่เสี่ยงดินโคลนถล่มบริเวณพื้นที่ต้นน้ำ จากกรมทรัพยากรน้ำและกรมทรัพยากรธรณี พบว่ามีพื้นที่เสี่ยงต้องเฝ้าระวัง น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม น้ำท่วมขังในเขตชุมชนเมืองที่เกิดน้ำท่วมขังอยู่เป็นประจำ เนื่องจากระบายน้ำไม่ทัน ในช่วงวันที่ 10 – 12 ตุลาคม 2569 ดังนี้
1. พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมขัง น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม
1.1 ภาคเหนือ ได้แก่ จังหวัดน่าน (อำเภอทุ่งช้าง)
1.2 ภาคกลาง ได้แก่ กรุงเทพมหานคร (เขตหนองแขม บางแค และบางบอน)
จังหวัดสมุทรสาคร (อำเภอกระทุ่มแบน)
1.3 ภาคตะวันออก ได้แก่ จังหวัดระยอง (อำเภอเมืองระยอง และแกลง)
จังหวัดจันทบุรี (อำเภอนายายอาม ท่าใหม่ ขลุง และมะขาม)
และจังหวัดตราด (อำเภอเมืองตราด คลองใหญ่ เขาสมิง และบ่อไร่)
1.4 ภาคตะวันตก ได้แก่ จังหวัดสมุทรสงคราม (อำเภอเมืองสมุทรสงคราม อัมพวา และบางคนที)
จังหวัดกาญจนบุรี (อำเภอเมืองกาญจนบุรี ไทรโยค และด่านมะขามเตี้ย)
จังหวัดราชบุรี (อำเภอเมืองราชบุรี จอมบึง ปากท่อ บ้านคา และสวนผึ้ง)
จังหวัดเพชรบุรี (อำเภอเมืองเพชรบุรี ชะอำ หนองหญ้าปล้อง บ้านลาด ท่ายาง เขาย้อย แก่งกระจาน และบ้านแหลม)
และจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ (อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ กุยบุรี สามร้อยยอด หัวหิน ปราณบุรี ทับสะแก และบางสะพาน)
1.5 ภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดชุมพร (อำเภอเมืองชุมพร ปะทิว พะโต๊ะ หลังสวน ละแม ทุ่งตะโก ท่าแซะ และสวี)
จังหวัดระนอง (อำเภอเมืองระนอง ละอุ่น กระบุรี และกะเปอร์)
จังหวัดสุราษฎร์ธานี (อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี พนม ดอนสัก เกาะพะงัน เกาะสมุย บ้านตาขุน บ้านนาสาร เคียนซา กาญจนดิษฐ์ เวียงสระ ท่าชนะ พระแสง ชัยบุรี และวิภาวดี)
จังหวัดนครศรีธรรมราช (อำเภอช้างกลาง สิชล ทุ่งสง ขนอม ทุ่งใหญ่ ฉวาง บางขัน ลานสกา นาบอน พรหมคีรี และพิปูน)
จังหวัดพังงา (อำเภอเมืองพังงา ทับปุด ตะกั่วป่า กะปง ตะกั่วทุ่ง คุระบุรี และท้ายเหมือง)
จังหวัดภูเก็ต (อำเภอเมืองภูเก็ต ถลาง และกะทู้)
จังหวัดกระบี่ (อำเภอเมืองกระบี่ เหนือคลอง คลองท่อม ปลายพระยา อ่าวลึก เกาะลันตา ลำทับ และเขาพนม)
จังหวัดตรัง (อำเภอเมืองตรัง กันตัง ห้วยยอด ย่านตาขาว วังวิเศษ สิเกา ปะเหลียน และหาดสำราญ)
จังหวัดพัทลุง (อำเภอป่าบอน กงหรา เมืองพัทลุง ศรีบรรพต และตะโหมด)
จังหวัดสตูล (อำเภอเมืองสตูล ละงู มะนัง ควนกาหลง ควนโดน ทุ่งหว้า และท่าแพ)
จังหวัดสงขลา (อำเภอหาดใหญ่ สะเดา คลองหอยโข่ง รัตภูมิ นาทวี จะนะ เทพา และสะบ้าย้อย)
จังหวัดยะลา (อำเภอยะหา กาบัง เมืองยะลา รามัน กรงปินัง บันนังสตา เบตง และธารโต)
และจังหวัดนราธิวาส (อำเภอเมืองนราธิวาส เจาะไอร้อง รือเสาะ สุไหงปาดี ตากใบ ศรีสาคร จะแนะ แว้ง ยี่งอ บาเจาะ ระแงะ สุไหงโก-ลก และสุคิริน)
2. เฝ้าระวังอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่มีปริมาณน้ำมากกว่าร้อยละ 80 ของความจุเก็บกัก ได้แก่ อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล และอ่างเก็บน้ำประแสร์ จังหวัดระยอง
อ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา จังหวัดปราจีนบุรี
อ่างเก็บน้ำวชิราลงกรณ และอ่างเก็บน้ำศรีนครินทร์ จังหวัดกาญจนบุรี
อ่างเก็บน้ำแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี
อ่างเก็บน้ำปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
และเฝ้าระวังอ่างเก็บน้ำขนาดกลางและเล็กที่มีปริมาณน้ำมากกว่าร้อยละ 80 ของความจุเก็บกักบริเวณ จังหวัดน่าน ปราจีนบุรี สระแก้ว ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ระนอง สุราษฎร์ธานี กระบี่ และตรัง
3. เฝ้าระวังระดับน้ำเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลันและระดับน้ำล้นตลิ่งและท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำ บริเวณแม่น้ำสายหลักและลำน้ำสาขาของ แม่น้ำปราจีนบุรี จังหวัดปราจีนบุรี
แม่น้ำบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา
คลองพระสะทึงและคลองพระปรง จังหวัดสระแก้ว
แม่น้ำจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี
แม่น้ำตราด จังหวัดตราด
แม่น้ำเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี
แม่น้ำแควน้อยและแม่น้ำแควใหญ่ จังหวัดกาญจนบุรี
คลองบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
และแม่น้ำสายบุรีและแม่น้ำโก-ลก จังหวัดนราธิวาส
ในการนี้ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมรับมือ ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโปรดดำเนินการ ดังนี้
1. ติดตามสภาพอากาศและสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีฝนตกสะสมมากกว่า 90 มิลลิเมตร ในช่วงเวลา 24 ชั่วโมง และพื้นที่จุดเสี่ยงที่เคยเกิดน้ำท่วมอยู่เป็นประจำ
2. ติดตาม ตรวจสอบ ซ่อมแซม แนวคันบริเวณริมแม่น้ำ และเร่งกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ พร้อมวางแผนการบริหารจัดการน้ำให้เหมาะสม ปรับการบริหารจัดการน้ำในแหล่งเก็บกักน้ำขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ขนาดเล็ก น้ำในลำน้ำ รวมถึงเขื่อนระบายน้ำและประตูระบายน้ำ ให้สอดคล้องกันตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำและอิทธิพลของการขึ้น – ลง ของน้ำทะเล โดยการเร่งระบายและพร่องน้ำรองรับสถานการณ์ฝนที่คาดว่าจะตกหนัก
3. เตรียมแผนรับสถานการณ์น้ำหลาก เตรียมความพร้อมบุคลากร เครื่องจักรเครื่องมือ กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ ลอกท่อระบายน้ำ และบูรณาการความพร้อมให้ความช่วยเหลือได้ทันที
4. ประชาสัมพันธ์สถานการณ์น้ำ และแจ้งเตือนล่วงหน้า ให้ประชาชนที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบ เตรียมพร้อมในการอพยพได้ทันท่วงทีหากเกิดสถานการณ์



