กรมประมง…อัปเกรด “โรงอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์” ยกระดับมาตรฐานการแปรรูปสัตว์น้ำ คุมง่ายแค่ปลายนิ้ว สร้างโอกาส สร้างรายได้ให้เศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน

กรมประมงจับมือสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) พลิกโฉมวงการแปรรูปสัตว์น้ำไทยยกระดับนวัตกรรม “โรงอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์” ด้วยการใช้ระบบ Dual Mode Drying ที่เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำทั้งแบบกึ่งแห้งและแห้ง สามารถใช้งานได้ทุกสภาพอากาศทุกฤดูกาล ช่วยให้เกษตรกรควบคุมอุณหภูมิได้อย่างแม่นยำ แก้ไขปัญหาการสูญเสียวัตถุดิบ พร้อมต่อยอดและถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ชุมชนเพื่อยกระดับมาตรฐานสินค้าประมงไทย สู่การสร้างรายได้อย่างมั่นคงในระยะยาว

นายมานพ หนูสอน รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า…การแปรรูปถือเป็นกลไกสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลผลิตทางการประมง ทั้งในด้านการเก็บรักษา และเพิ่มความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ ตลอดจนเป็นแนวทางในการต่อยอดผลผลิตในท้องถิ่นให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจและสร้างรายได้ที่มั่นคงแก่ชุมชน กรมประมงจึงได้ขับเคลื่อนการเพิ่มมูลค่าสินค้าสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ โดยพัฒนาสินค้าประมงให้มีคุณภาพ มีความปลอดภัย และได้มาตรฐาน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าประมงไทย มาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเพิ่มมูลค่าสินค้าสัตว์น้ำด้วยการแปรรูป ปัจจุบันกรมประมงได้สนับสนุนการดำเนินงานผ่านองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนแล้วกว่า 3,570 องค์กร โดยในจำนวนนี้ เป็นองค์กรด้านการแปรรูปสัตว์น้ำ 667 องค์กร (ข้อมูล ณ วันที่ 14 สิงหาคม 2569) ซึ่งได้รับการพัฒนาศักยภาพภายใต้แผนงานยุทธศาสตร์การเกษตรสร้างมูลค่า ส่งผลให้เกิดการแปรรูปผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำที่หลากหลาย ทั้งผลิตภัณฑ์พร้อมรับประทาน ผลิตภัณฑ์หมักดอง ตลอดจนผลิตภัณฑ์แห้งและกึ่งแห้ง อาทิ ปลาแดดเดียว และกุ้งแห้ง ซึ่งถือเป็นอาชีพสำคัญที่สร้างรายได้ให้แก่ชุมชนทั่วประเทศ

อย่างไรก็ตาม แม้การแปรรูปด้วยการตากหรืออบแห้งจะเป็นวิธีที่ชุมชนประมงนิยมใช้ แต่กระบวนการผลิตยังมีข้อจำกัดที่ส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะการตากแห้งแบบเปิดที่มีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนจากฝุ่นละออง แมลง และสภาพแวดล้อม เกษตรกรบางส่วนจึงปรับมาใช้โรงเรือนอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อช่วยลดปัญหาที่เกิดขึ้น แต่ยังพบข้อจำกัดในการควบคุมอุณหภูมิให้เหมาะสมและสม่ำเสมอตลอดกระบวนการผลิต ซึ่งอาจส่งผลต่อคุณภาพของผลิตภัณฑ์และก่อให้เกิดการสูญเสียวัตถุดิบ จากปัญหาดังกล่าว กรมประมงโดยกองวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอุตสาหกรรมสัตว์น้ำ ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จึงศึกษาวิจัยการเพิ่มประสิทธิภาพโรงอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับแปรรูปผลิตภัณฑ์อาหารทะเล (Optimizing the Efficiency of Solar Greenhouse Dryer for Seafood Products) ที่มีจุดเด่นคือการนำระบบ Dual Mode Drying เข้ามาแก้ไขปัญหาและยกระดับผลิตภัณฑ์ประมงแปรรูปให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และสามารถตอบโจทย์การใช้งานของเกษตรกรได้อย่างแท้จริง

นายสยาม เสริมทรัพย์ หัวหน้ากลุ่มวิศวอุตสาหกรรมสัตว์น้ำ กองวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอุตสาหกรรมสัตว์น้ำ หัวหน้าโครงการ กล่าวว่า…โรงเรือนอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ที่เกษตรกรใช้งานอยู่เดิมนั้น มีข้อจำกัดด้วยอุณหภูมิในแต่ละวันไม่คงที่ หากความร้อนสูงเกินไปจะเกิดการแห้งไม่สม่ำเสมอ (Case Hardening) คือ ผิวภายนอกแห้งแข็งแต่ภายในยังมีความชื้นสูงและอาจเกิดการเน่าเสีย หรือหากเป็นสัตว์น้ำขนาดเล็กอาจเกิดการสุกได้

คณะผู้วิจัยจึงได้ทำการศึกษาโดยการคัดเลือกกลุ่มเป้าหมายที่เป็นองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นด้านการแปรรูปสัตว์น้ำ โดยพิจารณาจากกลุ่มที่มีโรงเรือนอบแห้งอยู่เดิมและมีความพร้อมในการปรับปรุงและยกระดับประสิทธิภาพ จำนวน 2 แห่ง ได้แก่ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มประมงเรือเล็กหาดสุชาดา จังหวัดระยอง ซึ่งผลิตปลาเห็ดโคนแดดเดียว และวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรทุ่งรวงทอง จังหวัดตรัง ซึ่งผลิตปลาทะเลรวมแดดเดียว เดิมผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำแดดเดียวของทั้งสองแห่งมีลักษณะผิวด้านนอกที่แห้งแข็งหรือตึงเหนียว ด้านในเนื้อปลายังคงมีความชื้นสูง เนื่องจากอุณหภูมิที่สูงเกินไป เมื่อนำไปประกอบอาหารแล้วมีเนื้อผลิตภัณฑ์ที่เหนียวทำให้ผลผลิตที่ได้ไม่ตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภค

เพื่อแก้ไขข้อจำกัดดังกล่าวจึงได้ออกแบบและปรับปรุงโรงเรือนอบแห้งให้สามารถรองรับการใช้งานได้ 2 ระบบ หรือ “Dual Mode Drying” เพื่อให้ใช้ได้ทั้งกับผลิตภัณฑ์แห้งและกึ่งแห้งด้วยการหมุนสวิตซ์เพียงคลิกเดียว ก็สามารถปรับเปลี่ยนการใช้งานได้ตามความเหมาะสมของประเภทผลิตภัณฑ์ ซึ่งมีการทำงาน 2 รูปแบบ ได้แก่ 1.ใช้กับผลิตภัณฑ์
แบบกึ่งแห้ง เป็นการควบคุมอุณหภูมิให้อยู่ในช่วง 45 – 50 องศาเซลเซียส โดยเป็นการควบคุมการทำงานของพัดลมร่วมกับฮีตเตอร์ และ 2.ใช้กับผลิตภัณฑ์แบบแห้ง เป็นการควบคุมระบบการทำงานของพัดลม ให้เปิดและปิดเป็นจังหวะ สำหรับระบายความชื้นที่สะสมอยู่ในโรงอบแห้ง เพื่อให้ผลิตภัณฑ์แห้งมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ อุปกรณ์ที่เลือกใช้ในการนำมาพัฒนาโรงเรือนอบแห้งแบบเดิมนั้น เป็นอุปกรณ์เกรดอุตสาหกรรมที่ปลอดภัยสำหรับการผลิตอาหาร และใช้วัสดุที่เป็นแสตนเลสซึ่งทนความร้อนได้ดี โดยมีต้นทุนอยู่ที่ 21,000 บาท ต่อ 1 โรงเรือนเท่านั้น ซึ่งถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าต่อการใช้งานระยะยาว

จากผลการศึกษาพบว่า วิธีการดังกล่าวช่วยแก้ไขปัญหาการแห้งไม่สม่ำเสมอ และกำหนดระยะเวลาการอบแห้งได้อย่างเหมาะสม ทำให้ผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำที่ได้มีมาตรฐานเดียวกันทุกรอบการผลิต เนื้อใส แน่น แห้ง และมีรสชาติที่ดีเมื่อนำไปประกอบอาหาร อีกทั้งยังช่วยลดภาระในการดูแลและบำรุงรักษาอุปกรณ์และเครื่องมือ ลดการใช้พลังงานไฟฟ้าและลดต้นทุนการผลิต นอกจากนี้ยังสามารถผลิตได้ทุกสภาพอากาศและทุกฤดูกาล ช่วยลดการสูญเสียอาหาร (Food Loss) ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากขยะอาหาร พร้อมทั้งผู้ประกอบการยังได้มีองค์ความรู้และทักษะในการผลิตและใช้งานเทคโนโลยีเพิ่มขึ้นอีกด้วย

สำหรับผลการศึกษาด้านการเพิ่มผลผลิตจะเห็นได้จากวิสาหกิจชุมชนกลุ่มประมงเรือเล็กหาดสุชาดา จังหวัดระยอง ซึ่งผลิตปลาเห็ดโคน โดยสามารถนำผลผลิตที่ได้ทั้งหมดออกจำหน่าย จากเดิมที่ไม่สามารถจำหน่ายได้ประมาณร้อยละ 10 เมื่อนำนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ ทำให้ผลิตภัณฑ์มีคุณภาพตรงตามความต้องการ และจำหน่ายได้ทั้งหมด โดยสามารถผลิตได้ 2 ครั้งต่อสัปดาห์ (104 ครั้งต่อปี) และใช้ปลาเห็ดโคนสด 20 กิโลกรัมต่อครั้ง ได้ปลาเห็ดโคนแดดเดียว 10 กิโลกรัม จำหน่ายได้ในราคา 700 บาทต่อกิโลกรัม ส่งผลให้กลุ่มมีรายได้จากเดิมประมาณ 60,000 บาทต่อปี เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 72,800 บาทต่อปี รวมเป็นรายได้ประมาณ 132,800 บาทต่อปี

ส่วนด้านการลดต้นทุนพลังงานจากการศึกษาพบว่า วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรทุ่งรวงทอง จังหวัดตรัง ซึ่งผลิตปลาทะเลรวมแดดเดียว จากเดิมที่ผลิตภัณฑ์มีความแห้งไม่สม่ำเสมอในแต่ละตำแหน่ง ส่งผลให้ต้องใช้เวลาและเพิ่มขั้นตอนในการตรวจสอบคุณภาพผลิตภัณฑ์ เมื่อนำนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้แล้วสามารถนำผลผลิตที่ได้ทั้งหมดออกจำหน่าย และหากใช้ตู้อบไฟฟ้าที่อุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียส ต้องอบจำนวน 3 รอบ รอบละ 6 ชั่วโมง ใช้พลังงานรวม 18.3 หน่วยต่อครั้ง ขณะที่โรงอบแห้งฯ สามารถอบปลาทะเลรวมสด 20 กิโลกรัม ได้หมดภายในรอบเดียว และใช้พลังงานเพียง 1.2 หน่วยต่อครั้ง จึงช่วยลดการใช้พลังงานได้ 17.1 หน่วยต่อครั้ง สามารถลดพลังงานไฟฟ้าได้ 8,892 บาทต่อปี

นายลำเพย เสียงแว่ว ประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มประมงเรือเล็กหาดสุชาดา เล่าว่า…ทางกลุ่มได้ผลิตปลาเห็ดโคนแดดเดียวโดยใช้โรงอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์แบบเดิมในการอบแห้ง แต่มักประสบปัญหาการแห้งไม่สม่ำเสมอของผลิตภัณฑ์ คือ เมื่ออุณหภูมิในโรงอบแห้งสูงขึ้นและไม่สามารถควบคุมได้ ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์แห้งก่อนกำหนดโดยผิวด้านนอกมีความแข็ง แต่ด้านในยังมีความชื้นอยู่มาก จึงได้เข้าร่วมกับกรมประมงในการทดสอบและวิจัยการนำนวัตกรรมดังกล่าวมาใช้ หลังจากทดลองใช้งานแล้วพบว่านวัตกรรมใช้งานได้ดี ใช้งานง่าย สามารถควบคุมและกำหนดระยะเวลาในการอบแห้งได้ ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่แห้งสม่ำเสมอ มีคุณภาพ และมีความปลอดภัยในการใช้งาน ที่สำคัญยังช่วยให้ผลิตภัณฑ์มีคุณภาพตรงตามความต้องการของลูกค้าสามารถจำหน่ายได้มากขึ้น และช่วยสร้างรายได้ให้กับกลุ่มเพิ่มขึ้นด้วย

ด้านนางเหมือนใจ เพ็ชรเพ็ง ประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรทุ่งรวงทอง เล่าว่า…ทางกลุ่มผลิตปลาทะเลรวมแดดเดียวโดยใช้โรงอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์รูปแบบเดิม กรมประมงจึงเข้ามาปรับปรุงโดยนำนวัตกรรมดังกล่าวมาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้โรงอบแห้งฯ พบว่าสามารถใช้งานได้ดี ใช้งานง่าย นอกจากนี้ ในวันที่สภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย เดิมต้องนำผลิตภัณฑ์ไปเก็บไว้ในตู้แช่และนำออกมาตากใหม่ ทำให้ต้องใช้ทั้งแรงงานและพลังงานไฟฟ้าเพิ่มขึ้น แต่ภายหลังการปรับปรุงโรงอบแห้งฯ ทำให้อบผลิตภัณฑ์ได้รวดเร็วและช่วยประหยัดระยะเวลาในการผลิตมากขึ้น สามารถลดการนำผลิตภัณฑ์ไปแช่ลดขั้นตอนในการทำงาน ลดต้นทุนค่าแรงงาน และช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานไฟฟ้าได้ประมาณร้อยละ 20–30 ต่อเดือนส่งผลให้กลุ่มฯ มีต้นทุนการผลิตลดลง และมีรายได้จากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้น

รองอธิบดีกรมประมง กล่าวในตอนท้ายว่า…นอกจากนี้กรมประมงยังได้มีการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีการเพิ่มประสิทธิภาพโรงอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับแปรรูปผลิตภัณฑ์อาหารทะเล ให้แก่เกษตรกรที่สนใจในพื้นที่ใกล้เคียง ตลอดจนวิธีการซ่อมบำรุงรักษาเบื้องต้นสำหรับอุปกรณ์ที่ติดตั้งใหม่ เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถดูแลรักษาระบบให้มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน สามารถใช้งานโรงอบแห้งได้อย่างเต็มศักยภาพ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุนเพิ่มคุณภาพและมูลค่าของผลิตภัณฑ์ ตลอดจนสร้างรายได้และความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรและชุมชนอย่างต่อเนื่อง นำไปสู่การพัฒนาภาคประมงของไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน