จากสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ ประกอบกับกรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์สภาพอากาศในช่วงวันที่ 4 ถึง 7 ตุลาคม 2569 ที่จะเริ่มมีฝนตกลงมาในหลายพื้นที่ รวมถึงในช่วงวันที่ 9 ถึง 12 ตุลาคม 2569 นั้น นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีความห่วงใยต่อประชาชน เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และพี่น้องชาวประมง จึงได้สั่งการให้กรมประมงเตรียมความพร้อมและเร่งดำเนินมาตรการป้องกัน พร้อมระดมชุดเฉพาะกิจช่วยเหลือผู้ประสบภัย พร้อมคุมเข้มฟาร์มเลี้ยงจระเข้ ป้องกันการหลุดรอด เพื่อความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่

นายมานพ หนูสอน รองอธิบดีกรมประมง และในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการประมง (ศปภ.ปม.) เปิดเผยว่า…กรมประมงขานรับข้อสั่งการดังกล่าว พร้อมยกระดับการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์อุทกภัยและฝนตกหนักระลอกใหม่ โดยจัดตั้ง War Room ภายใต้ศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการประมง (ศปภ.ปม.) เพื่อเป็นศูนย์กลางในการติดตาม ประเมิน และวิเคราะห์สถานการณ์ภัยพิบัติด้านการประมงอย่างใกล้ชิด รวมทั้งรวบรวมข้อมูลจากพื้นที่ ประสานการปฏิบัติงาน และสนับสนุนทรัพยากรที่จำเป็นแก่หน่วยงานในพื้นที่ ครอบคลุมพื้นที่เป้าหมายตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ใน 4 กลุ่มพื้นที่ ได้แก่ กลุ่มภาคตะวันตก กลุ่มภาคตะวันออก กลุ่มภาคกลาง และกลุ่มกรุงเทพมหานครและปริมณฑล พร้อมประเมินสถานการณ์แบบเรียลไทม์ เพื่อให้การบริหารจัดการสถานการณ์และการให้ความช่วยเหลือประชาชนเป็นไปอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และทันต่อสถานการณ์

สำหรับการปฏิบัติการในระยะเร่งด่วน กรมประมง โดยกองตรวจการประมง ได้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่รวม191 นาย พร้อมเรือตรวจการประมง 58 ลำ และรถยนต์ 39 คัน เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์อุทกภัยระลอกใหม่ที่อาจเกิดขึ้น โดยจัดชุดปฏิบัติการกระจายกำลังเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ในพื้นที่เสี่ยง แบ่งพื้นที่รับผิดชอบออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มภาคกลาง ครอบคลุม 8 จังหวัด ได้แก่ พระนครศรีอยุธยา อ่างทอง สิงห์บุรี สระบุรี ลพบุรี ชัยนาท อุทัยธานี และเพชรบูรณ์ จัดกำลังเจ้าหน้าที่ 22 นาย เรือ 15 ลำ และรถยนต์ 8 คัน กลุ่มภาคตะวันตก ครอบคลุม 6 จังหวัด ได้แก่ กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ สุพรรณบุรี และสมุทรสงคราม จัดกำลังเจ้าหน้าที่ 59 นาย เรือ 18 ลำ และรถยนต์ 13 คัน
ขณะที่ กลุ่มภาคตะวันออก ครอบคลุม 8 จังหวัด ได้แก่ ระยอง ตราด จันทบุรี ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี สระแก้ว และนครนายก จัดกำลังเจ้าหน้าที่ 65 นาย เรือ 17 ลำ และรถยนต์ 12 คัน และ กลุ่มกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ครอบคลุม 6 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ นนทบุรี ปทุมธานี นครปฐม และสมุทรสาคร จัดกำลังเจ้าหน้าที่ 45 นาย เรือ 8 ลำ และรถยนต์ 6 คัน เพื่อให้สามารถเข้าปฏิบัติการและสนับสนุนการช่วยเหลือประชาชนได้อย่างรวดเร็วและทันท่วงที ตลอดจนการมอบอาหาร น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็น เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้นให้แก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ
นอกจากนี้ กรมประมงได้ยกระดับมาตรการเฝ้าระวังฟาร์มเลี้ยงจระเข้เป็นกรณีพิเศษ เพื่อป้องกันการหลุดรอดของจระเข้จากสถานที่เลี้ยงในช่วงที่เกิดฝนตกหนักและอุทกภัย โดยกำชับผู้ประกอบการและผู้เลี้ยงจระเข้ตรวจสอบความแข็งแรงและความมั่นคงของสถานที่เลี้ยง คันกั้นน้ำ รั้ว ประตู และระบบป้องกันการหลุดรอดให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน พร้อมเพิ่มความเข้มงวดในการเฝ้าระวังตลอดช่วงที่มีฝนตกหนัก และสถานการณ์น้ำท่วม ทั้งนี้ หากพบจระเข้หลุดรอดออกจากสถานที่เลี้ยง ให้แจ้งสำนักงานประมงจังหวัดในพื้นที่หรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องโดยทันที เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนและชุมชนโดยรอบ พร้อมขอความร่วมมือประชาชน หากพบเห็นจระเข้ในพื้นที่ผิดปกติ ไม่ควรเข้าใกล้ ไล่ต้อน หรือพยายามจับด้วยตนเอง
พร้อมมอบหมายให้ สำนักงานประมงจังหวัด เร่งประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและชาวประมงในพื้นที่ให้เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ โดยติดตามประกาศและข้อมูลจากหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมการป้องกันความเสียหายต่อสัตว์น้ำ บ่อเพาะเลี้ยง กระชัง และพื้นที่ประกอบอาชีพ หากเกิดสถานการณ์รุนแรงหรือมีแนวโน้มได้รับผลกระทบ ให้เร่งรายงานข้อมูลเข้าสู่ ศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการประมง เพื่อพิจารณาสนับสนุนการช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาโดยเร็ว
นายมานพ กล่าวทิ้งท้ายว่า…หากประชาชนหรือเกษตรกรท่านใด ต้องการคำแนะนำหรือขอรับความช่วยเหลือ สามารถติดต่อได้ที่ สำนักงานประมงอำเภอ สำนักงานประมงจังหวัด และหน่วยงานกรมประมง ในพื้นที่จังหวัดที่ประสบภัย หรือ ศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการประมง (ศปภ.ปม.) กลุ่มช่วยเหลือเกษตรกรและชาวประมง กองโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและกิจกรรมพิเศษ กรมประมง โทรศัพท์ 0 2558 0236







