ARDA นำงานวิจัยเข้าแก้โจทย์ฟาร์มหมูหลุมรายย่อย จ.เชียงใหม่ พัฒนาระบบการเลี้ยงแบบครบวงจร ตั้งแต่การลดต้นทุนอาหารด้วยวัตถุดิบในท้องถิ่น การจัดการโรงเรือนและวัสดุรองพื้น การบันทึกข้อมูลฟาร์ม การจัดการของเสียไปจนถึงการยกระดับเข้าสู่มาตรฐาน GFM ผลการทดลองพบว่าสามารถลดค่าอาหารได้กว่า 20% เพิ่มกำไรสุทธิกว่า 52% พร้อมสร้างต้นแบบฟาร์มหมูหลุมที่อยู่ร่วมกับชุมชนได้ ลดปัญหากลิ่น นำเสีย และแมลงวัน
“ต้นทุนอาหารสัตว์ ความเสี่ยงจากโรค และการจัดการของเสีย” เป็นโจทย์สำคัญของเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรรายย่อย โดยเฉพาะฟาร์มขนาดเล็กที่มีข้อจำกัดทั้งด้านต้นทุน การจัดการ และการเข้าสู่มาตรฐาน สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ ARDA จึงสนับสนุนทุนวิจัยแก่มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ดำเนินโครงการ “การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการการเลี้ยงหมูหลุมที่เหมาะสมสำหรับเกษตรกรในจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อความมั่นคงทางอาหารของชุมชนท้องถิ่น” โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.วัชรพงษ์ วัฒนกูล จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นหัวหน้าโครงการวิจัย โดยบูรณาการความร่วมมือกับทางสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) และกรมปศุสัตว์

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร กล่าวว่า “หมูหลุม” เป็นระบบการเลี้ยงสุกรที่ใช้วัสดุอินทรีย์เป็นวัสดุรองพื้นคอก ช่วยจัดการมูลและของเสียภายในฟาร์ม ลดการใช้น้ำล้างคอก และสามารถนำวัสดุรองพื้นที่ผ่านการใช้งานกลับไปใช้ประโยชน์ทางการเกษตรได้ งานวิจัยครั้งนี้จึงไม่ได้มุ่งเพียงปรับวิธีเลี้ยง แต่เข้าไปออกแบบระบบบริหารจัดการฟาร์มรายย่อยทั้งระบบเพื่อให้เกษตรกรควบคุมต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดผลกระทบต่อชุมชน และสามารถพัฒนาฟาร์มเข้าสู่มาตรฐานได้ หัวใจสำคัญของงานวิจัย ประกอบด้วย 4 เรื่อง ได้แก่ การพัฒนาสูตรอาหารโดยใช้วัตถุดิบในท้องถิ่นเพื่อลดต้นทุน การจัดการโรงเรือนและวัสดุรองพื้นเพื่อลดกลิ่นและแบคทีเรีย การจัดทำระบบบันทึกข้อมูล ต้นทุนและการจัดการฟาร์ม และการเตรียมความพร้อมของเกษตรกรเข้าสู่มาตรฐาน Good Farming Management (GFM) ของกรมปศุสัตว์
จุดสำคัญของโครงการคือการนำองค์ความรู้จากงานวิจัยเข้าไปแก้ปัญหาที่เกษตรกรรายย่อยเผชิญอยู่จริง โดยไม่ได้มองเพียงเรื่องการเพิ่มผลผลิต แต่ต้องทำให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุน มีรายได้เพิ่มขึ้น จัดการฟาร์มได้อย่างเป็นระบบ และยกระดับมาตรฐานการผลิตควบคู่กับการลดผลกระทบต่อชุมชน ปัจจุบันโครงการได้นำองค์ความรู้ไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่แม่ริม–แม่แตง เชียงดาว และแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ มีเกษตรกรเข้าร่วม 84 ราย จากเป้าหมาย 60 ราย พร้อมจัดตั้งเครือข่ายและศูนย์เรียนรู้ด้านหมูหลุม 3 แห่ง มีสมาชิก 60 ราย รวมถึงพัฒนาระบบฐานข้อมูล (MIS) เพื่อรวบรวมข้อมูลเกษตรกร การจัดการฟาร์ม และข้อมูลด้านมาตรฐาน สำหรับใช้ประกอบการบริหารจัดการและรองรับการขยายผลในพื้นที่ นอกจากนี้ โครงการยังผลักดันให้เกิดการรับรองฟาร์มหมูหลุมมาตรฐานแห่งแรกในประเทศไทย จากปศุสัตว์จังหวัดที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นการวางรากฐานสำคัญในการยกระดับเครือข่ายผู้เลี้ยงหมูหลุม และขยายผลสู่การพัฒนาอาชีพเกษตรกรรมอย่างยั่งยืนในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนต่อไป

ด้านรองศาสตราจารย์ ดร.วัชรพงษ์ วัฒนกูล คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ หัวหน้าโครงการวิจัย กล่าวว่า ผลการประเมินฟาร์มตัวอย่างจำนวน 18 ฟาร์ม ครอบคลุมสุกร 188 ตัว ในรอบการผลิต 6 เดือน พบว่า ค่าอาหารสุกรขุนเฉลี่ยลดลงจาก 3,327 บาท เหลือ 2,660 บาทต่อตัว หรือลดลงร้อยละ 20.05 ขณะที่ต้นทุนรวมลดลงร้อยละ 11.39 กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นร้อยละ 52.65 และอัตราผลตอบแทนต่อต้นทุนเพิ่มจาก 1.29 เป็น 1.51 สะท้อนให้เห็นว่า การจัดการอาหาร การใช้วัตถุดิบในพื้นที่ และการบริหารฟาร์มด้วยข้อมูล สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้ โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มจำนวนสุกรหรือขยายพื้นที่เลี้ยง
ในด้านมาตรฐาน ปัจจุบันมีเกษตรกรในโครงการได้รับการรับรองมาตรฐานฟาร์มเลี้ยงหมูหลุมตามหลักเกณฑ์ของกรมปศุสัตว์แล้ว 17 ราย สูงกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ 12 ราย และมีอีก 1 รายอยู่ระหว่างรอผลการรับรอง ขณะที่เกษตรกรอีก 11 รายได้รับการรับรองการจัดการฟาร์มตามหลัก GFM ช่วยเพิ่มความพร้อมของฟาร์มรายย่อยในการพัฒนาระบบการผลิตและความปลอดภัยทางชีวภาพ นอกจากผลด้านเศรษฐกิจและมาตรฐานแล้ว ระบบหมูหลุมยังนำแนวคิดการใช้ทรัพยากรหมุนเวียนเข้ามาใช้ในฟาร์ม โดยทั้งกลุ่มเกษตรกรที่ศึกษาสามารถนำวัสดุรองพื้นที่ผ่านการย่อยสลายกลับไปใช้เป็นปุ๋ยอินทรีย์หรือวัสดุปรับปรุงดินได้ประมาณ 1,760 กระสอบต่อปี ซึ่งเป็นการเปลี่ยนของเสียจากการเลี้ยงให้กลับมาเป็นทรัพยากรสำหรับการผลิตทางการเกษตร ช่วยลดภาระการจัดการของเสียจากฟาร์ม และเพิ่มการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่มีอยู่ในพื้นที่ อีกทั้งยังช่วยลดปริมาณน้ำเสียจากการเลี้ยงได้ประมาณ 4,800 ลูกบาศก์เมตรต่อปีเมื่อเทียบกับการเลี้ยงหมูปกติในจำนวนที่เท่ากัน ควบคู่กับการลดปัญหากลิ่น และแมลงวัน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการสร้างการยอมรับจากชุมชนโดยรอบ

ผลลัพธ์ในระดับฟาร์มเห็นได้จากกรณีของนายอัศนี เจริญสุชีวี เกษตรกรต้นแบบ (นวัตกรหมูหลุม) อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ผมเลี้ยงสุกรตามประสบการณ์ของครอบครัวมากว่า 10 ปี มีสุกรประมาณ 40 ตัว ก่อนเข้าร่วมโครงการประสบปัญหาต้นทุนอาหารสัตว์ พื้นคอกชื้น กลิ่น น้ำเสีย และแมลงวัน รวมถึงไม่มีระบบบันทึกต้นทุน ทำให้ไม่สามารถเห็นค่าใช้จ่ายที่แท้จริงในแต่ละรอบการผลิต หลังนำองค์ความรู้จากงานวิจัยมาปรับใช้ ทั้งการผลิตอาหารหมักจากวัตถุดิบในท้องถิ่น การใช้จุลินทรีย์จัดการพื้นคอก
และการบันทึกต้นทุนอย่างเป็นระบบ พบว่า รายได้จากการขายลูกหมูพื้นเมืองยังคงเฉลี่ยที่ 1,300 บาทต่อตัว แต่ต้นทุนการผลิตลดลงจาก 630 บาท เหลือ 567 บาทต่อตัว ส่งผลให้กำไรสุทธิเพิ่มจาก 670 บาท เป็น 733 บาทต่อตัว หรือเพิ่มขึ้น 63 บาทต่อตัว โดยไม่ต้องเพิ่มจำนวนสุกรหรือขยายพื้นที่เลี้ยง ขณะเดียวกันวัสดุรองพื้นที่เดิมถูกมองว่าเป็นของเสีย สามารถนำกลับไปใช้ในแปลงเกษตร ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านปุ๋ย พร้อมลดปัญหากลิ่น น้ำเสีย และแมลงวัน ทำให้การเลี้ยงสุกรสามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้ดีขึ้น
“งานวิจัยไม่ได้เปลี่ยนแค่การเลี้ยงหมู แต่เปลี่ยนวิธีคิดในการทำฟาร์ม จากเดิมที่เลี้ยงตามประสบการณ์ วันนี้ผมรู้ว่าต้นทุนอยู่ตรงไหน กำไรอยู่ตรงไหน และต้องจัดการอย่างไรให้รายได้เพิ่มขึ้นโดยไม่ต้องเพิ่มต้นทุน ที่สำคัญคือการทำให้ฟาร์มอยู่ร่วมกับชุมชนได้ ปัจจุบันฟาร์มยังเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านหมูหลุมของจังหวัดเชียงใหม่ เปิดให้เกษตรกรและหน่วยงานจากหลายพื้นที่เข้ามาศึกษาและนำองค์ความรู้ไปปรับใช้กับฟาร์มของตนเอง” นายอัศนี กล่าว
ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร กล่าวปิดท้ายว่า บทบาทของ ARDA ไม่ได้สิ้นสุดที่การสนับสนุนทุนวิจัย แต่คือการทำให้ความรู้ถูกนำไปใช้และสร้างผลลัพธ์ให้เกิดขึ้นจริงในภาคการเกษตร โครงการหมูหลุมเป็นตัวอย่างของการนำงานวิจัยและภูมิปัญญาท้องถิ่นมาผสมผสานกัน เพื่อช่วยเกษตรกรลดต้นทุน เพิ่มรายได้ ยกระดับมาตรฐานและจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้น ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรรายย่อยและชุมชนอย่างยั่งยืน สำหรับผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักส่งเสริมการใช้ประโยชน์และพัฒนาธุรกิจ โทร : 02-579-7435 ต่อ 3316 หรือ รศ.ดร.วัชรพงษ์ วัฒนกูล หัวหน้าโครงการวิจัยฯ เบอร์โทรศัพท์ 089-7553989















