สช. ผนึกกำลัง สสส. สปสช. กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการคลัง ภาคีวิชาการ และเครือข่ายพื้นที่ วางทิศทาง NCD Ecosystem ระยะต่อไป เปลี่ยนจาก “ทำโครงการ” สู่ “เปลี่ยนระบบและสภาพแวดล้อม” เร่งสร้างพื้นที่รูปธรรมที่พิสูจน์ผลได้ ชูวัดผล Healthy Ecosystem การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และ Health Outcome วัดผลถึงประชาชน พร้อมดึงท้องถิ่น ภาคธุรกิจ กองทุน และกลไกศาสนาร่วมเป็นเจ้าภาพ ต่อยอด ธรรมนูญสุขภาพมัสยิดฯสู่ “แผนสุขภาวะมุสลิม” ขยับ Healthy Workplace เชื่อม ESG–ภาษี–สินเชื่อ–ประกัน มุ่งนำโมเดลที่ได้ผลเข้าสู่ระบบปกติและขยายผลทั่วประเทศ

เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2569 สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) จัดประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อน NCD Ecosystem ร่วมกับหน่วยงานและภาคีที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดก้าวต่อไปของการป้องกันและลดโรคไม่ติดต่อ (NCDs) โดยมีโจทย์สำคัญว่า หลังจากเกิดนโยบาย มาตรการ และพื้นที่ต้นแบบขึ้นแล้ว จะทำอย่างไรให้สิ่งที่ดำเนินการมา “เปลี่ยนระบบรอบตัวประชาชนในภาพรวมประเทศ” และสร้างผลลัพธ์ด้านสุขภาพที่พิสูจน์ได้จริง
ที่ประชุมเห็นร่วมกันว่า การลด NCDs ในระยะต่อไปต้องก้าวข้ามการนับว่า “ทำกี่โครงการ–จัดกี่กิจกรรม–มีคนเข้าร่วมเท่าไร” ไปสู่คำถามที่สำคัญกว่า คือ “ระบบเปลี่ยนหรือไม่? พฤติกรรมประชาชนเปลี่ยนหรือไม่? และสุดท้ายสุขภาพประชาชนดีขึ้นหรือไม่?”
พร้อมปักหมุด 4 รูปธรรมสำคัญในการต่อยอด ได้แก่
1.ธรรมนูญสุขภาพมัสยิด→ แผนสุขภาวะมุสลิม
2.Healthy Workplace → ESG + Incentive System
3. Health Point → ธุรกิจ + การเงิน + ประกัน + กองทุน
4. พื้นที่ต้นแบบ → รวมผลงาน→ Scale-up ระดับประเทศ
นพ.สุเทพ ชี้ “ลด NCDs ต้องทำทั้งระบบ” ไม่ใช่ภาระของสาธารณสุขฝ่ายเดียว

นพ.สุเทพ เพชรมาก เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า การแก้ปัญหาโรคไม่ติดต่อจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน เพราะไม่สามารถแก้ไขด้วยระบบบริการสุขภาพเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเชื่อมทั้งนโยบาย ข้อมูล นวัตกรรม และกลไกของหน่วยงานต่าง ๆ ให้ทำงานไปในทิศทางเดียวกัน
กรอบ NCD Ecosystem 3:5:5 จึงมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมภาคสุขภาพกับภาคส่วนนอกสุขภาพ ตั้งแต่กระทรวงต่าง ๆ ท้องถิ่น ภาคธุรกิจ สถาบันการเงิน ชุมชน ไปจนถึงองค์กรศาสนา เพื่อร่วมกันสร้างระบบและสภาพแวดล้อมที่ช่วยให้ประชาชนลดปัจจัยเสี่ยงและมีสุขภาพดีได้ง่ายขึ้น
พร้อมกันนี้ ต้องพัฒนาระบบข้อมูลที่สามารถติดตามการเปลี่ยนแปลงและใช้สนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบาย เพื่อให้เห็นว่าสิ่งที่ลงทุนและดำเนินการไปสร้างผลลัพธ์ต่อประชาชนอย่างไร “พื้นที่รูปธรรม” ต้องไม่ใช่แค่มีโครงการ แต่ต้องพิสูจน์ว่า “อะไรเปลี่ยน”
หนึ่งในข้อเสนอสำคัญจากที่ประชุม คือให้ สช. และภาคีเร่งทำ “พื้นที่รูปธรรม NCD Ecosystem” ให้ชัด โดยแต่ละพื้นที่ต้องตอบได้ว่าทำอะไร → ทำอย่างไร → ใครร่วมทำ → ระบบหรือสภาพแวดล้อมเปลี่ยนอย่างไร → พฤติกรรมเปลี่ยนหรือไม่ → ประชาชนได้อะไร เพราะพื้นที่ต้นแบบในระยะต่อไปไม่ควรเป็นเพียงพื้นที่จัดกิจกรรม แต่ต้องเป็น “พื้นที่พิสูจน์ผล” ที่แสดงให้เห็นการเปลี่ยนแปลงทั้งนโยบาย กลไก งบประมาณ สภาพแวดล้อม พฤติกรรม และสุขภาพของประชาชนพร้อมเสนอให้รวบรวมโมเดล นวัตกรรม และบทเรียนที่พิสูจน์ผลจากพื้นที่ต่าง ๆ เป็น NCD Ecosystem Model Bank เพื่อให้จังหวัด อปท. และหน่วยงานทั่วประเทศสามารถนำไปปรับใช้และขยายผลได้ โดยไม่ต้องเริ่มต้นใหม่ทุกครั้งเติม “Health Outcome” วัดให้ถึงประชาชน
อีกหนึ่งโจทย์ใหญ่ คือการเติม Health Outcome ให้เป็นหัวใจของระบบติดตามและประเมินผลจากเดิมที่มักวัดจำนวนกิจกรรม จำนวนคน หรือจำนวนพื้นที่ ต้องขยับไปสู่การวัดว่า เมื่อ Ecosystem และสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแล้ว พฤติกรรมและสุขภาพประชาชนเปลี่ยนตามหรือไม่กรอบการวัดจึงควรเชื่อมตั้งแต่ Ecosystem Change → Environment Change → Behavior Change → Health Outcome → Sustainability โดยอาจครอบคลุมตัวชี้วัดด้านการบริโภคโซเดียม กิจกรรมทางกาย ภาวะอ้วน รอบเอว และปัจจัยเสี่ยง NCDs ตามความเหมาะสมของแต่ละกลุ่มและพื้นที่ พร้อมนำการเปลี่ยน Ecosystem มาพัฒนา Joint KPI หรือเป้าหมายร่วม เพื่อให้แต่ละกระทรวงและหน่วยงานโดยเฉพาะ Non-health sector เห็นชัดว่า การเปลี่ยนนโยบายหรือภารกิจของตนเองมีส่วนสร้างผลลัพธ์ด้านสุขภาพของประชาชนอย่างไร ดึง Non-Health Sector เป็น “เจ้าภาพร่วม” ลด NCDs
ที่ประชุมย้ำว่า ปัจจัยที่กำหนดสุขภาพของประชาชนอยู่ในหลายระบบ ตั้งแต่อาหารในโรงเรียนและชุมชน สถานที่ทำงาน เมือง การเดินทาง การค้า การเงิน ไปจนถึงสิ่งแวดล้อมรอบตัวการลด NCDs จึงต้องดึง Non-Health Sector เข้ามาเป็นเจ้าภาพร่วม ทั้งกระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงแรงงาน กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม อปท. ภาคธุรกิจ สถาบันการเงิน ภาคประชาสังคม และองค์กรศาสนา
โจทย์สำคัญไม่ใช่ให้ทุกหน่วยงานมาทำ “งานสาธารณสุข” แต่คือทำให้แต่ละหน่วยงานมองเห็นว่า “ภารกิจของตนเองสามารถช่วยสร้างสุขภาพได้อย่างไร” แล้วปรับนโยบาย งบประมาณ มาตรการ KPI หรือสภาพแวดล้อมในส่วนที่ตนเองรับผิดชอบต่อยอด “มัสยิดสุขภาวะ” สู่แผนสุขภาวะมุสลิม
หนึ่งในโมเดลที่เตรียมยกระดับ คือ Healthy Mosque และธรรมนูญสุขภาพมัสยิด สู่แนวคิด “แผนสุขภาวะมุสลิม” โดยนำกรอบ NCD Ecosystem 3:5:5 มาประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตและบริบทของชุมชนมุสลิมเป้าหมายคือทำให้มัสยิดเป็นมากกว่าพื้นที่รณรงค์สุขภาพ แต่เป็น Setting สำคัญในการสร้างสุขภาวะของครอบครัวและชุมชน เชื่อมผู้นำศาสนา คณะกรรมการอิสลาม อปท. กองทุนสุขภาพ รพ.สต. ชุมชน และหน่วยงานระดับประเทศ
โดยวางเส้นทางจาก “พื้นที่ต้นแบบ → โมเดลที่พิสูจน์ผล → เชื่อมกลไกปกติ → ขยายผลระดับประเทศ” Healthy Workplace ขยับจาก “รางวัล” สู่แรงจูงใจในระบบเศรษฐกิจด้านภาคธุรกิจ ที่ประชุมให้ความสำคัญกับการต่อยอด Healthy Workplace เชื่อมมาตรฐานองค์กรสุขภาวะเข้ากับ ESG และ Productivity พร้อมพัฒนาแรงจูงใจที่ไปไกลกว่าการประกวดหรือมอบรางวัล แนวทางที่เสนอ ได้แก่ สิทธิประโยชน์ทางภาษี สินเชื่อ ดอกเบี้ย ประกันภัย เกณฑ์การลงทุน และสิทธิประโยชน์สำหรับองค์กรที่ลงทุนด้านสุขภาพ ขณะที่ Health Point สามารถพัฒนาให้เชื่อมกับภาคธุรกิจ สถาบันการเงิน ประกัน และกองทุน เพื่อเปลี่ยนจาก “การให้แต้ม” ไปสู่การสร้าง แรงจูงใจเชิงระบบ ที่ทำให้การดูแลสุขภาพมีคุณค่าทั้งต่อประชาชน องค์กร และเศรษฐกิจ
สปสช. เตรียมเชื่อม “ข้อมูล–Service Package–กลไกการเงิน” พาโมเดลเข้าสู่ระบบปกติ ด้าน สปสช. เสนอแนวทางสนับสนุนตั้งแต่การเชื่อมข้อมูลสุขภาพและพฤติกรรม การนำโครงการที่พิสูจน์ผลมาพัฒนาเป็น Service Model/Service Package ให้ครอบคลุม Setting และกลุ่มวัยต่าง ๆ การออกแบบ Sandbox และกลไกการเงินที่เน้น Health Outcome ตลอดจนการเชื่อมกับท้องถิ่นและกองทุนสุขภาพระดับพื้นที่เป้าหมายคือทำให้โมเดลที่พิสูจน์ผลแล้วสามารถเข้าสู่ “ระบบปกติ” มีทรัพยากรรองรับ และดำเนินงานต่อเนื่องได้โดยไม่สิ้นสุดพร้อมโครงการปักหมุดก้าวต่อไป “พิสูจน์ผล–เข้าสู่ระบบ–ขยายประเทศ”

ก้าวต่อไปของ NCD Ecosystem จึงไม่ใช่การเพิ่มจำนวนโครงการ แต่คือการทำงาน 3 ระดับให้เชื่อมกัน ได้แก่ ระดับประเทศ “เปลี่ยนนโยบายและระบบ” ระดับพื้นที่ “สร้างโมเดลและพิสูจน์ผล” และระดับ Scale-up “นำสิ่งที่ได้ผลเข้าสู่กลไกปกติ” ทั้งแผนจังหวัด กลไก พชอ. ระบบประเมินของท้องถิ่น กองทุนสุขภาพ Service Package มาตรฐานองค์กร ESG รวมถึงกลไกด้านภาษี สินเชื่อ ประกัน และแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ พร้อมกันนี้ ที่ประชุมยังเสนอให้ สช. สสส. สปสช. และภาคีวิชาการ ร่วมกันสังเคราะห์องค์ความรู้และหลักฐานจากการขับเคลื่อน NCD Ecosystem ของประเทศไทย เพื่อยกระดับสู่เวทีนานาชาติ และพัฒนาความร่วมมือกับองค์การอนามัยโลก (WHO) ในระยะต่อไป
จาก “คนต้องเปลี่ยนพฤติกรรม” สู่ “ระบบต้องช่วยให้คนเปลี่ยนได้ง่าย” คือหัวใจของ NCD Ecosystem ระยะใหม่ โดยเป้าหมายปลายทางต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า “ระบบเปลี่ยน–พื้นที่เปลี่ยน–พฤติกรรมเปลี่ยน–สุขภาพประชาชนดีขึ้น” ก่อนนำโมเดลที่ได้ผลไปขยายเป็นระบบปกติของประเทศ เพื่อทำให้ “สุขภาพดีเป็นทางเลือกที่ง่าย” สำหรับทุกคน











