รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ร่วมเวทีประชุมคู่ขนาน UNGA81 ที่ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เผยความสำเร็จของไทยในการลดอัตราเสียชีวิตของมารดาเหลือประมาณ 28–34 ต่อการเกิดมีชีพ 100,000 คน ต่ำกว่าเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ ด้วย 5 ปัจจัยหลัก พร้อมเดินหน้า 3 แนวทางในอนาคต จับมือ UNFPA และประเทศภาคีในภูมิภาค ขับเคลื่อนความร่วมมือยุติการเสียชีวิตของมารดาและทารกแรกเกิดที่ป้องกันได้ทั่วโลก

นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยภายหลังการร่วมเสวนาในหัวข้อ “A New Era of Health Workforce Scaling” ภายใต้กิจกรรมคู่ขนานการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยที่ 81 (UNGA81) ระดับสูง เรื่อง “From Commitment to Action: Integrating Midwifery into Primary Health Care to End Preventable Maternal and Newborn Deaths” ที่ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 24 กันยายน 2569 (เวลาสหรัฐอเมริกา) ว่า ในนามของรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย ตนได้เน้นย้ำถึงความสำเร็จของประเทศในการลดอัตราการเสียชีวิตของมารดาลงมาอยู่ที่ประมาณ 28 – 34 ต่อการเกิดมีชีพ 100,000 คน ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ที่กำหนดไว้ไม่เกิน 70 ต่อการเกิดมีชีพ 100,000 คน สะท้อนถึงพันธสัญญาอันต่อเนื่องและยั่งยืนของประเทศไทยในการพัฒนางานสาธารณสุขมารดา และการสร้างหลักประกันการเข้าถึงบริการสุขภาพที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียม ด้วย 5 ปัจจัยสำคัญ คือ 1.การมีเครือข่ายบริการสาธารณสุขที่เข้มแข็งและระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า โดยมีเครือข่ายสถานพยาบาลปฐมภูมิและโรงพยาบาลมากกว่า 9,000 แห่ง ครอบคลุมทุกจังหวัดทั่วประเทศ พร้อมระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่คุ้มครองบริการตั้งแต่การฝากครรภ์ การทำคลอด และการดูแลหลังคลอด ช่วยลดอุปสรรคทางการเงินสำหรับมารดาและครอบครัวได้อย่างเป็นรูปธรรม 2.การส่งเสริมมาตรฐานการดูแลในระดับสูงสำหรับการคลอดในโรงพยาบาล ผ่านแนวทางปฏิบัติความปลอดภัยทางคลินิกระดับชาติ โดยมีบุคลากรทางการแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ทั้งแพทย์ พยาบาล และผดุงครรภ์ คอยดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อปกป้องสุขภาพของมารดาและทารกแรกเกิด 3. การยกระดับศักยภาพกำลังคนด้านสาธารณสุขอย่างต่อเนื่อง ผ่านเครือข่ายสถาบันการศึกษาพยาบาลทั่วประเทศ ที่ผลิตพยาบาลและผดุงครรภ์ที่มีคุณภาพออกสู่ระบบปีละหลายพันคน รวมถึงการมีพยาบาลเวชปฏิบัติขั้นสูงในหน่วยบริการปฐมภูมิและคลินิกการพยาบาล เพื่อให้บริการดูแลถึงบ้านและลงพื้นที่เชิงรุกในชุมชน 4.การเงินการคลังที่ยั่งยืนและการสนับสนุนเชิงสถาบัน โดยมีการจัดสรรงบประมาณและการสร้างแรงจูงใจแก่บุคลากรที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ห่างไกล พร้อมกำหนดเส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพ อย่างไรก็ตาม เรายังคงเผชิญความท้าทายกับเรื่องภาระงานหนัก การขาดแคลนกำลังคน และค่าตอบแทน ซึ่งกำลังเร่งหาแนวทางแก้ไขเพื่อรักษาบุคลากรในระบบระยะยาว และ 5.การมีส่วนร่วมของชุมชนและครอบครัว โดยใช้แนวทางแบบบูรณาการคนทั้งสังคม (Whole-of-Society Approach) ทั้งคู่ชีวิต ครอบครัว และ อสม. ที่ผ่านการอบรมมากกว่า 1 ล้านคน ทำงานร่วมกับพยาบาลในการให้ความรู้ ประเมินสัญญาณเตือนความเสี่ยงระหว่างตั้งครรภ์และหลังคลอด และส่งต่อโรงพยาบาลได้ทันท่วงที เกิดการดูแลที่เชื่อมโยงอย่างไร้รอยต่อจากบ้านสู่สถานพยาบาล
นายพัฒนา กล่าวต่อว่า สำหรับทิศทางในอนาคต ประเทศไทยให้ความสำคัญกับ 3 เรื่องหลัก ได้แก่ 1.การพัฒนากำลังคนด้านสาธารณสุขที่มีความยืดหยุ่นและมีทักษะหลากหลาย สามารถตอบสนองต่อความต้องการด้านโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลงไป 2.การเสริมสร้างความร่วมมือในระดับชุมชนร่วมกับ อสม. เพื่อสนับสนุนการตรวจพบความผิดปกติในระยะเริ่มต้นและการส่งต่อที่ทันท่วงที และ 3.การแสวงหาแหล่งงบประมาณภายในประเทศที่ยั่งยืน ควบคู่กับความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อขับเคลื่อนการสร้างศักยภาพและการสร้างสรรค์นวัตกรรมในระยะยาว ผ่านกรอบความร่วมมือใต้-ใต้ หรือ ความร่วมมือระหว่างประเทศกำลังพัฒนาและความร่วมมือไตรภาคี (South-South and Triangular Cooperation) นอกจากนี้ ด้วยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับกองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ (UNFPA) ประเทศไทยยังได้มีส่วนร่วมในการแลกเปลี่ยนทางวิชาการและข้อความคิดริเริ่มในการสร้างศักยภาพด้านการผดุงครรภ์และสุขภาพมารดาร่วมกับประเทศภาคี อาทิ สปป.ลาว ติมอร์-เลสเต เวียดนาม เนปาล ภูฏาน อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ซึ่งประเทศไทยพร้อมกระชับความร่วมมือและแบ่งปันประสบการณ์ ทำงานร่วมกับประเทศสมาชิก องค์การระหว่างประเทศ และภาคีการพัฒนา เพื่อสร้างกำลังคนด้านสาธารณสุขที่เข้มแข็ง ยืดหยุ่น พร้อมรับมือกับอนาคต และบรรลุเป้าหมายร่วมกันในการยุติการเสียชีวิตของมารดาและทารกแรกเกิดที่ป้องกันได้ทั่วโลก



