กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ประกาศทิศทางการขับเคลื่อนงาน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ภายใต้แนวคิด“พลิกโฉมกรมตรวจบัญชีสหกรณ์สู่องค์กรดิจิทัลที่เข้มแข็งและยั่งยืน” เร่งนำเทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการวิเคราะห์ข้อมูลมาเพิ่มประสิทธิภาพงานสอบบัญชีและการกำกับดูแลเชิงรุก ควบคู่กับการสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงิน ป้องกันการทุจริต และยกระดับคุณภาพชีวิตของสมาชิกสหกรณ์และเกษตรกรทั่วประเทศ

นายวุฒิพงศ์ เนียมหอม อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เปิดเผยว่า สหกรณ์เป็นกลไกทางเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ และมีบทบาทโดยตรงต่อความมั่นคงทางอาชีพและคุณภาพชีวิตของประชาชน กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จึงกำหนดทิศทางการดำเนินงานในปี 2570 ให้สอดรับกับนโยบาย “CAD TRUST” ของนางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมุ่งยกระดับมาตรฐานและความเชื่อมั่นด้านการเงินการบัญชี ผ่านการใช้ข้อมูลและเทคโนโลยี เป็นฐานในการตัดสินใจ พร้อมพัฒนาบุคลากรให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลง และเสริมสร้างระบบสหกรณ์ให้มีความโปร่งใส เข้มแข็ง และสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน โดยขับเคลื่อนผ่าน 4 แนวทางหลัก ดังนี้
1. AI – Driven Audit พลิกโฉมงานสอบบัญชีด้วย AI และข้อมูล : นำ AI และ Data Analytics มาใช้วิเคราะห์อมูลประเมินความเสี่ยง และค้นหาความผิดปกติทางการเงิน เพื่อยกระดับงานสอบบัญชีจากการตรวจสอบย้อนหลังไปสู่การตรวจสอบเชิงรุกที่สามารถส่งสัญญานเตือนและป้องกันความเสียหายได้รวดเร็วยิ่งขึ้น พร้อมจัดตั้ง War Room และหน่วยเคลื่อนที่เร็ว “Fast CAD” สนับสนุนการแก้ไขปัญหาสหกรณ์ที่ไม่สามารถปิดบัญชีได้อย่างเป็นระบบ โดยตั้งเป้าดำเนินการนำร่องในปี 2570 จำนวน 100 แห่ง จากทั้งหมด 377 แห่ง
2. Enhancing Financial Literacy สร้างวินัยทางการเงินสู่สังคมดิจิทัล : พัฒนาระบบนิเวศการเรียนรู้ด้านการเงินและการบัญชีให้แก่เกษตรกร ประชาชน และเยาวชน โดยพัฒนาหลักสูตร Smart Farmer รุ่นใหม่ด้านบัญชี ด้วยนวัตกรรม “SmartMe Plus” ตลอดจนยกระดับคุณวุฒิวิชาชีพทางบัญชีร่วมกับภาคีเครือข่าย และจัดตั้งศูนย์ข้อมูลบัญชีต้นทุนอาชีพภาคเกษตร เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำข้อมูลบัญชีมาใช้วางแผนการผลิต การบริหารต้นทุน จัดการหนี้สิน และตัดสินใจทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังเร่งสร้างครูบัญชีอาสาระดับตำบลให้ครบทุกตำบล เพิ่มอีกจำนวน 4,255 ราย เพื่อเป็นเครือข่ายสำคัญในการขับเคลื่อนและส่งเสริมวินัยทางการเงินสู่ชุมชน
3. Proactive Risk Prevention กำกับความเสี่ยงเชิงรุกและยกระดับมาตรฐาน : ยกระดับการกำกับดูแลด้วยระบบ Co-operative Core System (CCS) และศูนย์ข้อมูลทางการเงินการบัญชีภาคสหกรณ์ไทย (COOP Financial Center) เพื่อเชื่อมโยงและวิเคราะห์ทางการเงิน ประเมินสถานการณ์ และแจ้งเตือนความเสี่ยงล่วงหน้า พร้อมยกระดับการสื่อสารผ่านช่องทางไลน์ “Fin D” เพื่อเป็นกลไกหลักในการแจ้งเตือนความเสี่ยง ป้องกันและแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็วและทันสถานการณ์ ก่อนที่ปัญหาจะขยายตัวจนสร้างความเสียหายแก่สมาชิกและระบบสหกรณ์ พร้อมบูรณาการความร่วมมือระหว่างสหกรณ์ หน่วยงานกำกับดูแล และหน่วยงานภาครัฐ เพื่อยกระดับความโปร่งใสและมาตรฐานระบบสหกรณ์สู่ระดับสากล
4. Professional Excellence พัฒนาคนสู่มาตรฐานวิชาชีพแห่งอนาคต: พัฒนาทักษะบุคลากรให้พร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล ทั้งด้านการสอบบัญชี เทคโนโลยี การวิเคราะห์ข้อมูล และการบริหารความเสี่ยง ส่งเสริมการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงกำหนดเส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพ หรือ Career Path ควบคู่กับการขับเคลื่อนแผนพัฒนาบุคลากร เพื่อสร้างทีมงานมืออาชีพที่มีสมรรถะสูง มีคุณภาพชีวิตในการทำงานที่ดี และเป็นกำลังสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ระบบสหกรณ์

“กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้เตรียมความพร้อมทั้งด้านบุคลากร เทคโนโลยี ระบบข้อมูล และงบประมาณ เพื่อขับเคลื่อนทุกแผนงานให้เกิดผลเป็นรูปธรรม การนำ AI และเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาใช้ ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพิ่มความรวดเร็วในการทำงาน แต่ต้องช่วยให้การสอบบัญชีและการกำกับดูแลมีความแม่นยำ โปร่งใส และสามารถป้องกันความเสี่ยงได้ตั้งแต่ต้นทาง ขณะเดียวกันสมาชิกสหกรณ์และเกษตรกรต้องสามารถใช้ข้อมูลทางบัญชีเป็นเครื่องมือในการวางแผนชีวิตและบริหารจัดการอาชีพได้จริง เป้าหมายสูงสุดคือ การสร้างระบบสหกรณ์ที่โปร่งใส เข้มแข็ง เป็นที่เชื่อมั่น และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยได้อย่างยั่งยืน” อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าว




