▪ โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจน ในกรอบ Sideways (แกว่งตัวในกรอบ 33.07-33.20 บาทต่อดอลลาร์) หนุนโดย ความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่ช่วยจำกัดให้ ราคาน้ำมันดิบยังคงแกว่งตัวในกรอบ Sideways โดย ราคาน้ำมันดิบ Brent ยังคงเคลื่อนไหวต่ำกว่าโซน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล นอกจากนี้ เงินบาทยังพอได้แรงหนุนบ้าง ตามจังหวะทยอยรีบาวด์ขึ้นของราคาทองคำ (XAUUSD) และจังหวะย่อตัวลงบ้างของเงินดอลลาร์ ทว่า โดยรวมเงินดอลลาร์ยังคงเคลื่อนไหวแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย ตามภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวมที่ยังคงส่งผลดีต่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ ตามการปรับตัวขึ้นของหุ้นธีม AI/Semiconductor อีกทั้ง ผู้เล่นในตลาดต่างคงมุมมองว่า FED ยังมีโอกาสเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้ราว 3 ครั้ง ภายในปีหน้า ไม่ได้ปรับเปลี่ยนอย่างมีนัยสำคัญจากช่วงที่ผ่านมา
▪ มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง
33.00-33.25 บาท/ดอลลาร์
▪ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ – บรรดาผู้เล่นในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงทยอยเดินหน้าซื้อหุ้นกลุ่ม AI/Semiconductor อาทิ Micron +5.0%, Intel +1.7% หลังการเปิดตัว MUSE Agentic AI ล่าสุดของทาง Meta -0.6% ทว่า ผู้เล่นในตลาดกลับกังวลผลกระทบของ Agentic AI ต่อภาคธุรกิจอื่นๆ (AI Disruption) สร้างแรงกดดันต่อหุ้นกลุ่มการเงิน กลุ่มการเดินทาง (เน้น Online Travel Agencies) นอกจากนี้ ความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านยังช่วยหนุนบรรยากาศตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยรวม ส่งผลให้ ดัชนี Dowjones ปรับตัวลง -0.4% ส่วน ดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.0% ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ปรับตัวขึ้น +0.5%
▪ ตลาดหุ้นยุโรป – ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง +0.1% แม้จะได้แรงหนุนจากความหวังต่อการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่ม AI/Semiconductor เช่น ASML +1.8% ทว่าตลาดหุ้นยุโรปกลับถูกหนุนโดยการปรับตัวลงของหุ้นกลุ่มการเงิน รวมถึงการเดินทาง ไม่ต่างจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ ตามความกังวล AI Disruption หลังการเปิดตัว Agentic AI ใหม่ของ Meta
▪ ตลาดบอนด์ – บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย สู่โซน 4.95% ตามบรรยากาศเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม ขณะเดียวกัน ผู้เล่นในตลาดยังคงคาดหวังต่อแนวโน้มการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีกราว 3 ครั้ง ของ FED ภายในปีหน้า ทว่า การปรับตัวลงของราคาน้ำมันดิบในช่วงนี้ จากความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ได้ช่วยจำกัดการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อนึ่ง แม้เรามองว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เสี่ยงเคลื่อนไหวผันผวนในระยะสั้น แต่เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ ได้ โดยเราคงมองว่า หาก FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้ต่อเนื่อง ไม่ว่าจะตามคาดการณ์ของเรา หรือ ผู้เล่นในตลาด การขึ้นดอกเบี้ยของ FED ดังกล่าว จะเปิดทางให้ บอนด์ยีลด์ระยะยาว สามารถทยอยปรับตัวลดลงได้ในที่สุด ตามภาพเศรษฐกิจและแนวโน้มเงินเฟ้อที่อาจชะลอลง อีกทั้ง FED มีโอกาสกลับมาลดดอกเบี้ยลงบ้าง ในระยะข้างหน้า ทำให้ การทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ เน้น Buy on Dip ช่วงนี้ ยังมีความน่าสนใจอยู่
▪ ตลาดค่าเงิน – เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง สอดคล้องกับการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม ซึ่งมีส่วนกดดันให้เงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ทยอยอ่อนค่าลงเหนือโซน 157.50 เยนต่อดอลลาร์ ทว่าโดยรวมผู้เล่นในตลาดยังไม่รีบปรับสถานะถือครองมากนัก เพื่อรอลุ้นผลการประชุมสุดยอดผู้นำ Trump-Xi Summit และพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นสู่โซน 100.5 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 100.3-100.7 จุด)
▪ ทองคำ – แม้ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ธ.ค. 2026) จะเผชิญแรงกดดันบ้างตามการปรับตัวขึ้นของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทว่า ราคาทองคำยังพอได้แรงหนุนจากความหวังต่อการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งทำให้ ผู้เล่นในตลาดคลายกังวลต่อแนวโน้มการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลักบ้าง ส่งผลให้ โดยรวมราคาทองคำ สามารถทยอยรีบาวด์ขึ้นสู่โซน 4,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้อีกครั้ง
▪ สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ (Manufacturing & Services PMIs) ในเดือนกันยายน ของบรรดาประเทศเศรษฐกิจหลัก ทั้ง สหรัฐฯ ยูโรโซน และอังกฤษ นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED และ ECB เพื่อประกอบการประเมินทิศทางการปรับนโยบายการเงินของทั้งสองธนาคารกลางหลัก
▪ ทางฝั่งเอเชีย นักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า ธนาคารกลางอินโดนีเซีย (BI) อาจคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 5.75% หลังเงินรูเปียะห์ (IDR) มีเสถียรภาพและทยอยแข็งค่าขึ้นในช่วงที่ผ่านมา
▪ และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และแนวโน้มการเจรจาระหว่างผู้นำสหรัฐฯ กับจีน (Trump-Xi Summit) อย่างใกล้ชิด พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม การเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ที่อาจส่งผลต่อบรรยากาศในตลาดการเงินได้
Krungthai Global Markets มองเงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED และ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options
ในช่วงระหว่างวัน เราประเมินว่า ก่อนที่ตลาดจะทยอยรับรู้ รายงานดัชนี PMI ของบรรดาประเทศเศรษฐกิจหลัก เงินบาทอาจแกว่งตัวในกรอบ Sideways และอาจพอแข็งค่าขึ้นได้บ้าง หากบรรยากาศตลาดการเงินฝั่งเอเชียยังคงอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง ท่ามกลางความหวังต่อพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่เริ่มเห็นสัญญาณการกลับมาเจรจากันอีกครั้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน (แต่เราขอเน้นย้ำว่า ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงสูง และเป็นปัจจัยที่ทำให้เงินบาทผันผวนแบบ Two-way risk พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง) อย่างไรก็ดี แม้ว่าเงินบาทจะทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง เรามองว่า การแข็งค่าขึ้นอาจยังคงเป็นไปอย่างจำกัดและเงินบาทอาจยังไม่สามารถแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับสำคัญ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ซึ่งบริเวณดังกล่าว เรายังคงเห็นโฟลว์ธุรกรรมรอซื้อเงินดอลลาร์จากผู้เล่นในตลาดพอสมควร ในส่วนโซนแนวต้านของเงินบาทนั้นจะอยู่ในช่วง 33.20-33.30 บาทต่อดอลลาร์
ทั้งนี้ ควรระวัง ความผันผวนในช่วงตลาดทยอยรับรู้ รายงานดัชนี PMI ของบรรดาประเทศเศรษฐกิจหลัก ซึ่งจะเริ่มจากฝั่งยูโรโซน ในช่วงราว 15.00 น. ตามเวลาประเทศไทย ต่อด้วยฝั่งอังกฤษ ในช่วง 15.30 น. และฝั่งสหรัฐฯ ในเวลา 20.45 น. โดยรายงานดัชนี PMI ดังกล่าว อาจส่งผลกระทบต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการปรับดอกเบี้ยนโยบายของบรรดาธนาคารกลางหลัก (FED, BOE และ ECB) ได้บ้าง
ในระยะกลาง-ยาว เราคงมุมมองเดิมว่า FED มีโอกาสเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง ในการประชุมเดือนธันวาคม ก่อนที่จะคงดอกเบี้ยจนถึงช่วงครึ่งหลังของปี 2027 ก่อนที่จะทยอยลดดอกเบี้ยลง ทำให้ เงินบาทยังมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง เนื่องจากมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ยังคงมากกว่าที่เราประเมินไว้พอควร
ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทยังคงอยู่ในแนวโน้ม “แข็งค่าขึ้น” ใน Time Frame รายสัปดาห์ จนกว่าจะอ่อนค่าทะลุโซน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้ชัดเจน ส่วนใน Time Frame รายวัน เงินบาทยังคงอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” จนกว่าจะสามารถแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อีกครั้ง
มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.00-33.25 บาท/ดอลลาร์

