สธ. เผย ครม. ไฟเขียวแล้ว! ร่าง พ.ร.บ.ควบคุมกัญชา ฉบับใหม่ ย้ำใช้เพื่อการแพทย์และสุขภาพ ห้ามใช้เพื่อสันทนาการ

กระทรวงสาธารณสุข เผย ครม.มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติควบคุมกัญชา พ.ศ. …. เรียบร้อยแล้ว หลังดำเนินการครบทุกขั้นตอนตามกฎหมาย ทั้งการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนและการวิเคราะห์ผลกระทบ ของกฎหมาย (RIA) ย้ำเป้าหมายวางกรอบกำกับดูแลกัญชาอย่างเป็นระบบ เน้นใช้เพื่อการแพทย์และสุขภาพ คุมเข้มการใช้ เพื่อสันทนาการ พร้อมอุดช่องว่างทางกฎหมาย และคุ้มครองประชาชนอย่างรอบด้าน

นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า วันนี้ 22 กันยายน 2569 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติควบคุมกัญชา พ.ศ. …. กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ในฐานะหน่วยงานหลักด้านการกำกับดูแลกัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์และสุขภาพ ได้ดำเนินการผลักดันการจัดทำร่างพระราชบัญญัติควบคุมกัญชา พ.ศ. …. อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประเทศไทยมีกฎหมายเฉพาะสำหรับกำกับดูแลกัญชาอย่างเป็นระบบ ครอบคลุม และมีประสิทธิภาพ โดยมุ่งสร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริมการใช้กัญชา เพื่อการแพทย์ และการคุ้มครองประชาชนจากการนำกัญชาไปใช้ในทางที่ไม่เหมาะสม

ที่ผ่านมา ได้มีการดำเนินการยกร่างกฎหมาย ปรับปรุงเนื้อหาให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน วิเคราะห์ผลกระทบของกฎหมาย (Regulatory Impact Assessment : RIA) และรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน อย่างครบถ้วน เพื่อให้กฎหมายมีความรอบคอบ โปร่งใส และตอบโจทย์การบังคับใช้ในทางปฏิบัติ โดยมีเป้าหมายสำคัญ ในการอุดช่องว่างของกฎหมาย และยืนยันหลักการสำคัญว่า “กัญชาต้องใช้เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์และสุขภาพ ไม่ใช่เพื่อสันทนาการ”

นายพัฒนา กล่าวเพิ่มเติมว่า พระราชบัญญัติฉบับนี้มีเป้าหมายสำคัญในการกำหนดมาตรการควบคุมกัญชาอย่างครบวงจร ประกอบด้วย 1.จัดตั้งคณะกรรมการระดับชาติ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเป็นประธาน และอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกเป็นกรรมการและเลขานุการ ทำหน้าที่กำหนดนโยบาย มาตรการ และ ทิศทางการกำกับดูแลกัญชาของประเทศ 2. กำหนดการอนุญาต การเพาะปลูก ผลิต นำเข้า ส่งออก หรือจำหน่ายกัญชา จะต้องได้รับใบอนุญาตจากอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก โดยใบอนุญาตมีอายุ 3 ปี ทั้งนี้ การจำหน่ายราก กิ่ง ก้าน ใบ ลำต้น และเมล็ด ได้รับการยกเว้นไม่ต้องขออนุญาต รวมถึงการใช้กัญชาเพื่อการรักษาโรคโดยผู้ประกอบวิชาชีพด้านการแพทย์ตามที่กฎหมายกำหนด 3. คุ้มครองเด็ก เยาวชน และกลุ่มเปราะบาง กำหนดห้ามจำหน่ายกัญชาแก่ผู้มีอายุ ต่ำกว่า 20 ปี สตรีมีครรภ์ และสตรีให้นมบุตร รวมทั้งห้ามจำหน่ายในพื้นที่ที่อาจส่งผลกระทบต่อสังคม เช่น วัด สถานศึกษา หอพัก สวนสาธารณะ สวนสัตว์ และสวนสนุก 4. ห้ามโฆษณาและส่งเสริมการบริโภค ห้ามโฆษณา ประชาสัมพันธ์ หรือ ทำการตลาดเกี่ยวกับช่อดอกกัญชา ยางกัญชา และอุปกรณ์การสูบ เพื่อป้องกันการจูงใจให้เกิดการใช้กัญชาในทางที่ไม่เหมาะสม 5. ให้ใช้ได้เฉพาะทางการแพทย์เท่านั้น ร่างพระราชบัญญัติกำหนดหลักการสำคัญว่า การใช้กัญชา หรือสารสกัด ต้องเป็นไปเพื่อการรักษาโรค ภายใต้การดูแลของผู้ประกอบวิชาชีพด้านการแพทย์ หรือเพื่อการศึกษาวิจัยตามที่กฎหมายกำหนด เพื่อคุ้มครองสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน 6. กำหนดบทลงโทษที่ชัดเจน ผู้ที่ผลิต นำเข้า ส่งออก หรือจำหน่ายกัญชาโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือจำหน่ายให้แก่เด็ก เยาวชน หรือสตรีมีครรภ์ ต้องรับโทษตามกฎหมาย ทั้งโทษจำคุก และโทษปรับ ขณะที่ผู้ใช้กัญชาผิดวัตถุประสงค์ จะมีโทษปรับตามที่กฎหมายกำหนด

นายพัฒนา กล่าวในตอนท้ายว่า กระทรวงสาธารณสุขมีความมุ่งมั่นที่จะผลักดันให้ประเทศไทยมีกฎหมายควบคุมกัญชาที่มีประสิทธิภาพ สามารถกำกับดูแลการใช้กัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์และสุขภาพได้อย่างเหมาะสม ป้องกันการนำไปใช้เพื่อสันทนาการ ลดผลกระทบต่อเด็กและเยาวชน ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและ ทุกภาคส่วนในการใช้กัญชาอย่างถูกต้องตามวัตถุประสงค์ของกฎหมาย