รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ส่งหัวหน้าผู้ตรวจฯ ร่วมเวที WTO Public Forum ณ นครเจนีวา บุกตลาดโลก ขยายตลาดใหม่ ดึงดูดบริการและการลงทุน พร้อมประกาศยุทธศาสตร์ยกระดับ “Medical Tourism” สู่ “Medical Investment Hub” ขับเคลื่อนผ่าน 3 เสาหลัก ตั้งเป้าสร้างมูลค่าเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 0.5% ของ GDP ดันไทยติดท็อป 50 ของโลกที่สามารถแข่งขันด้านสุขภาพ

นพ.สุภโชค เวชภัณฑ์เภสัช หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และ นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้มอบหมายให้ตน พร้อมด้วย นพ.สวัสดิ์ชัย นวกิจรังสรรค์ ผู้อำนวยการกองเศรษฐกิจสุขภาพและหลักประกันสุขภาพ และ ดร.มณฑกา ธีรชัยสกุล เภสัชกรเชี่ยวชาญ กองการต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข เข้าร่วมเวที WTO Public Forum ประจำปี 2569 เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 ณ สำนักงานใหญ่ องค์การการค้าโลก (WTO) นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส รวมถึงเข้าร่วมเสวนาหัวข้อ “Wellness Without Borders: Powered by Medical Tourism” โดยมีผู้แทนจากจีน เม็กซิโก และมาเลเซีย เข้าร่วม เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การค้าและบริการสุขภาพข้ามพรมแดน สร้างเครือข่ายความร่วมมือและเปิดตลาดใหม่ให้บริการสุขภาพไทย โดยไทยได้นำเสนอว่า Medical Tourism ไม่ใช่เพียงการเดินทางเพื่อรับการรักษา แต่เป็นส่วนหนึ่งของ “Health Economy” ที่เชื่อมโยงบริการสุขภาพ การท่องเที่ยว เวลเนส การลงทุน เทคโนโลยี และเศรษฐกิจ โดยเป้าหมายไม่ใช่เพียงเพิ่มจำนวนผู้ป่วยต่างชาติ แต่คือการเพิ่มมูลค่าจากศักยภาพด้านสุขภาพของประเทศ ควบคู่กับการสร้างประโยชน์กลับสู่ระบบสุขภาพไทย

นพ.สุภโชคกล่าวต่อว่า ประเทศไทยมีจุดแข็งทั้งบริการสุขภาพมาตรฐานสากล โดยมีโรงพยาบาลที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน JCI มากกว่า 60 แห่ง บุคลากรทางการแพทย์มีศักยภาพ ค่าบริการที่แข่งขันได้ และประสบการณ์ดูแลผู้ป่วยต่างชาติ รวมถึงเวลเนสและการแพทย์แผนไทย โดยมีสถานประกอบการนวดไทย สปา และเวลเนสมากกว่า 17,000 แห่งทั่วประเทศ สามารถเชื่อมโยงตั้งแต่การป้องกัน รักษา ฟื้นฟู จนถึงการส่งเสริมสุขภาวะ ซึ่งข้อมูลการสำรวจของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ปี 2567 พบว่า โรงพยาบาลเอกชนที่ให้บริการผู้ป่วยต่างชาติมีรายได้จากการรักษาพยาบาลประมาณ 50,000 ล้านบาท โดย กาตาร์ คูเวต และโอมาน เป็นตลาดตะวันออกกลางที่มีมูลค่าสูง สะท้อนโอกาสในการขยายตลาดสู่กลุ่มผู้รับบริการศักยภาพสูง ขณะที่เศรษฐกิจเวลเนสของไทยมีมูลค่าประมาณ 42.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโตจากปีก่อน 10.1% โดยการท่องเที่ยวเชิงเวลเนสเป็นหนึ่งในสาขาที่มีศักยภาพสูง เปิดโอกาสให้ไทยเชื่อมโยง Medical Services, Wellness และ Tourism สู่ระบบนิเวศ Health Economy ที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้ตลอดห่วงโซ่ ทิศทางดังกล่าวสอดคล้องกับรายงาน Building Thailand’s Future Today ของ World Bank Group ปี 2026 ที่ระบุว่า Sustainable and Wellness Tourism เป็นหนึ่งใน 5 อุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่มีศักยภาพขับเคลื่อนผลิตภาพ การลงทุน และการสร้างงานคุณภาพของไทย กระทรวงสาธารณสุขจึงมุ่งยกระดับ Medical Tourism ไปสู่ Medical Investment Hub ให้ไทยเป็นทั้งศูนย์กลางบริการ การลงทุน การวิจัย นวัตกรรม และการผลิตด้านสุขภาพ ผ่าน 3 เสาหลัก ได้แก่ Service Hub, R&D Hub และ Product & Health Manufacturing Hub โดยตั้งเป้าสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 0.5% ของ GDP และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมจากอันดับ 56 สู่ Top 50 ของโลก
นพ.สุภโชคกล่าวอีกว่า ในส่วน Service Hub จะมุ่งพัฒนา International Health Agency, Public Premium Flagship Hospitals, Thailand Health Marketplace และ Data & Access เชื่อมโยงการเข้าถึงข้อมูล การเดินทาง การรักษา และการดูแลต่อเนื่องแบบไร้รอยต่อ (Seamless Patient Journey) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของบริการสุขภาพไทยในตลาดโลก สำหรับอนาคตของ Medical Tourism ประเทศไทยได้เสนอ 3 ประเด็น ได้แก่ Trust and Quality ยกระดับมาตรฐาน คุณภาพและความปลอดภัย, Connectivity Across Borders เชื่อมโยงวีซ่า ประกันสุขภาพ ระบบส่งต่อ Digital Health และ Telemedicine เพื่อสร้าง Seamless Patient Journey และ Sustainability and Shared Benefits ให้รายได้และการลงทุนกลับมาสนับสนุนระบบสุขภาพ การจ้างงาน การถ่ายทอด เทคโนโลยี และการพัฒนาบุคลากร โดยไทยมองว่า WTO มีบทบาทในการเชื่อมบริการสุขภาพสู่ตลาดโลก ผ่านการส่งเสริมความโปร่งใสด้านกฎระเบียบ แลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดี ลดอุปสรรคที่ไม่จำเป็น และส่งเสริมความร่วมมือด้านบริการสุขภาพข้าม พรมแดน
“การเข้าร่วมเวที WTO ครั้งนี้ เป็นโอกาสในการนำนโยบาย “Health Economy” ของกระทรวงสาธารณสุข เชื่อมโยงสู่เวทีการค้าโลก เพื่อ “หาตลาด บุกตลาดโลก” โดยมุ่งเชื่อมความต้องการจากต่างประเทศกับศักยภาพของผู้ให้บริการไทย ขยายตลาดสู่กลุ่มศักยภาพสูง และต่อยอดสู่การลงทุน การวิจัย เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมสุขภาพ เสริมความแข็งแกร่งของ Service Hub และยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางบริการและเศรษฐกิจสุขภาพนานาชาติที่สร้างทั้ง Health Impact และ Economic Impact อย่างยั่งยืน” นพ.สุภโชคกล่าว







