‘รมช.วัชระพล’ หนุนกรมหม่อนไหม จัดประชุมวิชาการและเปิดบ้านงานวิจัยหม่อนไหม ประจำปี 2569 เชื่อมโยงงานวิจัย สู่การใช้ประโยชน์จริง

นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการสนับสนุนให้กรมหม่อนไหมจัดประชุมวิชาการและเปิดบ้านงานวิจัยหม่อนไหม ประจำปี 2569 เพื่อเชื่อมโยงผลงานวิจัยและนวัตกรรมด้านหม่อนไหมไปสู่การใช้ประโยชน์จริง เนื่องจากเป็นการขับเคลื่อนงานที่สอดรับกับนโยบาย “เกษตรนวัตกรรม เพื่อความยั่งยืนเกษตรกรไทย” ของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มุ่งนำเทคโนโลยีและองค์ความรู้สมัยใหม่มายกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม

นายวัชระพล กล่าวว่า งานวิจัยและนวัตกรรมถือเป็นรากฐานสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมหม่อนไหมไทย เนื่องจากประเทศไทยมีองค์ความรู้ด้านหม่อนไหมที่สั่งสมมายาวนาน หากสามารถนำภูมิปัญญาดั้งเดิมอันทรงคุณค่ามาผสานเข้ากับนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ ก็จะช่วยพลิกโฉมหม่อนไหมไทยจากมรดกทางวัฒนธรรมที่น่าภาคภูมิใจ ไปสู่การเป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่สร้างงานและสร้างรายได้ให้แก่ประเทศได้อย่างมั่นคง โดยได้มอบหมายให้กรมหม่อนไหมในฐานะหน่วยงาน “ต้นน้ำ” ของอุตสาหกรรมนี้ เร่งนำผลงานวิจัยที่มีอยู่ไปพัฒนาสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง ควบคู่กับการเปิดพื้นที่ให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างนักวิชาการ เพื่อผลักดันงานวิจัยให้ตอบโจทย์ทั้งเกษตรกรและตลาด
ได้อย่างแท้จริง

ด้าน นางสาวนฤมล สงวนวงศ์ อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวว่า กรมหม่อนไหมมีกำหนดจัดการประชุมวิชาการและเปิดบ้านงานวิจัยหม่อนไหม ประจำปี 2569 ขึ้นระหว่างวันที่ 2 – 4 กันยายน 2569 ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น ภายใต้แนวคิด “เปิดโลกหม่อนไหม เชื่อมโยงงานวิจัย สู่การใช้ประโยชน์จริง” โดยได้รับเกียรติจากรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธานในพิธีเปิด ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลาตั้งแต่ปี 2550 ถึง 2567 กรมหม่อนไหมมีผลงานวิจัยรวมกว่า 260 เรื่อง ครอบคลุม 12 หมวดหมู่ ตั้งแต่การปรับปรุงพันธุ์ งานผลิตภัณฑ์ งานด้านสังคมและเศรษฐศาสตร์ งานเขตกรรม งานอารักขา งานวัสดุย้อมสี วัสดุและเส้นใยที่เหมาะสมกับการผลิตผ้าไหม การแปรรูป สิ่งประดิษฐ์ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตหม่อนไหม วิทยาการหลังการเก็บเกี่ยว และผลพลอยได้ ซึ่งการจัดงานในครั้งนี้ จึงเป็นเวทีกลางในการเผยแพร่ผลงานวิจัย ถอดบทเรียนนวัตกรรม และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างนักวิชาการทั้งภายในและภายนอกหน่วยงาน

อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลงานวิจัยของกรมหม่อนไหมสะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากการเกษตรแบบดั้งเดิมไปสู่อุตสาหกรรมนวัตกรรมมูลค่าสูง อาทิ ด้านพันธุ์หม่อน มีการพัฒนาพันธุ์ที่ทนแล้ง ให้ผลผลิตใบสูง และมีความทนทานต่อโรคราสนิม เช่น สกลนคร 85 และศรีสะเกษ 84 ด้านพันธุ์ไหม มีการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์เพื่อใช้เป็นพันธุ์แนะนำให้แก่เกษตรกร เช่น เหลืองสระบุรี น่าน 72 และแพร่ 72 ด้านผลหม่อน มีการศึกษาสารสำคัญ เช่น แอนโทไซยานิน ในการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เช่นเครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ และขนมขบเคี้ยว ด้านใบหม่อน มีการวิจัยสารสำคัญต่าง ๆ เช่น DNJและ GABA เพื่อใช้ประโยชน์ทางการแพทย์และนำไปใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ รวมไปถึงการสกัดโปรตีนเซริซินและไฟโบรอินจากเส้นไหมและรังไหม เพื่อพัฒนาเป็นแผ่นปิดแผล ระบบนำส่งยา และงานวิศวกรรมฟื้นฟูเนื้อเยื่ออีกด้วย

สำหรับกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย การนำเสนอและเผยแพร่ผลงานวิจัยและนวัตกรรมด้านหม่อนไหมทั้งภาคบรรยายและภาคโปสเตอร์ การบรรยายพิเศษจากผู้เชี่ยวชาญด้านพันธุศาสตร์ ตลอดจนการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างนักวิชาการ ขณะเดียวกัน กรมหม่อนไหมยังได้วางกรอบการดำเนินงานเพื่อต่อยอดสู่การรับรองพันธุ์หม่อน และไหมพันธุ์ใหม่ในอนาคตไว้ 3 ระยะ ได้แก่ ระยะสั้น (พ.ศ. 2571) มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาพันธุ์หม่อนสำหรับทำชา 1 – 2 พันธุ์ และพัฒนาพันธุ์ไหมลูกผสมสายพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูงและต้านทานโรคแกรสเซอรี่ ระยะกลาง (พ.ศ. 2573) มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาพันธุ์ไหมลูกผสม และลูกผสมรังสีเหลืองที่ให้ผลผลิตสูง รวมไปถึงพันธุ์ไหมอีรี่รังสีน้ำตาลเข้ม และพันธุ์ไหมฟักออกตลอดปีที่มีความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของภาคใต้ จำนวน 1 – 2 พันธุ์ และระยะยาว (พ.ศ. 2574) มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาพันธุ์ไหมฟักออกตลอดปี และพันธุ์ไหมฟักออกปีละ 2 ครั้ง ที่มีความต้านทานโรคแกรสเซอรี่ควบคู่กับการให้ผลผลิตสูง

กล่าวได้ว่า การประชุมวิชาการและเปิดบ้านงานวิจัยหม่อนไหม ประจำปี 2569 จะเป็นก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์ได้จริง ทั้งการขยายผลเชิงพาณิชย์ การถ่ายทอดสู่เกษตรกร และการพัฒนาองค์ความรู้ของนักวิชาการ ที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนให้ “หม่อนไหมไทย” ก้าวสู่การเป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่สร้างงาน สร้างรายได้และเติบโตอย่างยั่งยืนให้แก่เกษตรกรและประเทศต่อไป