ร่วมประกาศ ‘ปฏิญญาบางแสนฯ’ ดัน ’Climate-HIA‘ เครื่องมือใหม่ หนุนท้องถิ่นรับมือเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ

ปิดฉากเวที “HIA Forum 2026” ภาคีเครือข่ายร่วมประกาศ “ปฏิญญาบางแสนฯ 2569” เสนอขับเคลื่อน “Climate-HIA” สู่กระบวนการวางแผน-ตัดสินใจของท้องถิ่น ช่วยรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ประเมินความเสี่ยง ลดผลกระทบสุขภาพ ขณะที่สถาบันวิชาการ 6 ภูมิภาค ร่วมแบ่งปันประสบการณ์-บทเรียน-ความสำเร็จจากการสนับสนุน HIA ในระดับพื้นที่ ชี้ต้องผลักดันให้เป็นกลไกปกติ พร้อมมอบ “ม.เกษมบัณฑิต” เป็นเจ้าภาพจัดงานปี 2570

เมื่อวันที่ 28 ส.ค. 2569 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการประชุมวิชาการแลกเปลี่ยนเรียนรู้การประเมินผลกระทบทางสุขภาพ พ.ศ. 2569 (HIA Forum 2026) ที่จัดขึ้นโดยสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา และภาคีเครือข่าย ระหว่างวันที่ 27-28 ส.ค. 2569 ณ มหาวิทยาลัยบูรพา จ.ชลบุรี ได้มีการร่วมกันประกาศเจตนารมณ์ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย “ปฏิญญาบางแสนว่าด้วยการขับเคลื่อนการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate-HIA) เพื่อท้องถิ่นไทย พ.ศ. 2569”

สำหรับการประกาศปฏิญญาฯ ดังกล่าว เป็นการเสนอทิศทางและเจตนารมณ์ในการส่งเสริมการประยุกต์ใช้ Climate-HIA” ในฐานะเครื่องมือสนับสนุนการตัดสินใจ ให้มิติสุขภาพ ข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์ การมีส่วนร่วม และความเป็นธรรมทางสุขภาพ ได้รับการพิจารณาอย่างเหมาะสมในการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการพัฒนาท้องถิ่น ภายใต้ข้อเสนอสำคัญ 4 ประการ

ทั้งนี้ ประกอบด้วย 1. บูรณาการ Climate-HIA ในกระบวนการวางแผนและตัดสินใจระดับท้องถิ่น เพื่อให้ผลกระทบต่อสุขภาพและข้อห่วงกังวลของประชาชนได้รับการพิจารณาตั้งแต่กระบวนการวางแผนนโยบาย แผน และโครงการ 2. พัฒนาข้อมูลและการใช้ประโยชน์จากข้อมูลด้าน Climate and Health ไม่เพียงมีฐานข้อมูลหรือข้อมูลความเสี่ยง แต่ต้องสามารถนำข้อมูลไปใช้ประเมินความเสี่ยง จัดลำดับปัญหา กำหนดมาตรการ และสนับสนุนการตัดสินใจในระดับพื้นที่ได้จริง 3. ส่งเสริมความเป็นธรรมด้านสภาพภูมิอากาศและสุขภาพ โดยคำนึงถึงความแตกต่างของความเสี่ยง ผลกระทบ และความสามารถในการปรับตัว โดยเฉพาะประชากรและชุมชนที่มีความเปราะบาง เพื่อไม่ให้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการพัฒนาเพิ่มความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพ 4. ส่งเสริมพื้นที่เรียนรู้ด้านชุมชนสุขภาวะ คาร์บอนต่ำ และพร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อสร้างองค์ความรู้และบทเรียนจากพื้นที่จริง เชื่อมโยงสุขภาพ การลดก๊าซเรือนกระจก การปรับตัว การจัดการสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาท้องถิ่นอย่างเหมาะสมกับบริบทของพื้นที่

รศ. ดร.โกวิท สุวรรณหงษ์ คณบดีคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา เปิดเผยว่า การประชุม HIA Forum 2026 ตลอดสองวันนี้ ทุกภาคส่วนได้ร่วมกันแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และบทเรียนที่สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) การพัฒนาเมืองและอุตสาหกรรม ตลอดจนความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม ล้วนมีความเชื่อมโยงกับสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชน ตั้งแต่การพัฒนาเมืองในพื้นที่โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) สุขภาวะในยุควิกฤตสภาพภูมิอากาศ (Climate Crisis) การจัดการความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม การคุ้มครองสุขภาพประชาชนจากมลพิษทางอากาศ การพัฒนาอุตสาหกรรมสีเขียวและโรงงานอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ (Eco Factory) ฯลฯ

รศ. ดร.โกวิท กล่าวว่า ประเด็นเหล่านี้สะท้อนร่วมกันว่า “สุขภาพ” ควรได้รับการพิจารณาเป็นมิติสำคัญในการดำเนินงานด้าน Climate Change และการพัฒนาพื้นที่ ซึ่งการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ หรือ Health Impact Assessment (HIA) เป็นกระบวนการหนึ่งที่สามารถนำมาใช้สนับสนุนการตัดสินใจ โดยอาศัยข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์ ควบคู่กับการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เมื่อประยุกต์ HIA เข้ากับบริบทของ Climate Change หรือ “Climate-HIA” จึงเป็นโอกาสที่จะทำให้มิติสุขภาพได้รับการพิจารณาอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับทั้งการลดก๊าซเรือนกระจก การปรับตัว และการเสริมสร้างความสามารถในการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยคำนึงถึงความเป็นธรรมทางสุขภาพ

“การขับเคลื่อนทั้ง 4 ประการนี้ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วน ตามบทบาท ภารกิจ และอำนาจหน้าที่ของแต่ละหน่วยงาน ทั้งภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคสาธารณสุข หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อม สถาบันการศึกษา ภาคประชาสังคม ชุมชน ภาคเอกชน และภาคีเครือข่าย โดยข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และบทเรียนจาก HIA Forum 2026 จะได้รับการรวบรวมและสังเคราะห์ แล้วนำไปพัฒนาเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายฉบับสมบูรณ์ เพื่อการขับเคลื่อนร่วมกันต่อไป” รศ. ดร.โกวิท กล่าว

ทั้งนี้ ภายในวันที่สองของเวที HIA Forum 2026 ยังมีกิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และถ่ายทอดองค์ความรู้อีกมากมาย ทั้งการปาฐกถาพิเศษ “พระราชบัญญัติอากาศสะอาดกับการคุ้มครองสุขภาพประชาชน” โดย นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี และอดีต รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา รวมถึงการบรรยายพิเศษในหลากหลายหัวข้อที่น่าสนใจ เช่น เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) การพัฒนาอุตสาหกรรมสีเขียว Eco Factory ภัยพิบัติ นวัตกรรมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ฯลฯ

พร้อมกันนี้ ยังมีการติดตามความคืบหน้าและถอดบทเรียนผลการดำเนินงาน HIA แต่ละภูมิภาค โดยผู้แทนเครือข่ายสถาบันวิชาการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ (HIA Consortium) ทั้ง 6 ภูมิภาค ได้แก่

1. คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ในฐานะศูนย์วิชาการฯ ภาคตะวันออก ร่วมบอกเล่าความสำเร็จของการพัฒนาบุคลากรด้าน HIA ทั้งในระดับปริญญาตรี โท เอก รวมทั้งการสร้างเครือข่ายสนับสนุนการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพโดยชุมชน (CHIA) พร้อมวางหมุดหมายการทำงานต่อไปในพื้นที่มาบตาพุด

2. คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ในฐานะศูนย์วิชาการฯ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แบ่งปันความสำเร็จของกระบวนการ HIA ที่มีส่วนช่วยรักษาทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ อ.คอนสาร ได้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมมองสู่การขับเคลื่อนประเด็นโครงการเหมืองแร่โปแตชอุดรธานีต่อไป

3. คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะศูนย์วิชาการฯ ภาคกลาง บอกเล่าประสบการณ์ใช้เครื่องมือ HIA ไปช่วยลดความขัดแย้งของท้องถิ่นในประเด็นการจัดการขยะพื้นที่ จ.สระบุรี พร้อมยืนยันว่า HIA ถือเป็นหนึ่งในภารกิจด้านวิชาการและการบริการประชาชน ที่ผู้บริหารมหาวิทยาลัยให้ความสำคัญ

4. คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในฐานะศูนย์วิชาการฯ ภาคเหนือตอนบน ร่วมบอกเล่าความสำเร็จการสร้างความรู้ความเข้าใจกับชุมชนในพื้นที่ ต.ออนใต้ อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ จนเกิดการขยายผล พร้อมยกตัวอย่างการร่วมกับภาคีวิชาการพัฒนาระบบเฝ้าระวังผลกระทบสุขภาพกรณีสารพิษปนเปื้อนลุ่มน้ำกก สาย รวก และวางแผนขยายเครือข่ายความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยอื่นในภาคเหนือต่อไป

5. สถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ในฐานะศูนย์วิชาการฯ ภาคใต้ เล่าถึงบทเรียนการมีส่วนร่วมบุกเบิกงานวิชาการด้าน HIA ตั้งแต่ปี 2554 ภายหลังเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่พื้นที่ภาคใต้ ซึ่งได้มองเห็นว่าการขับเคลื่อน HIA ต้องไม่ใช่แค่การทำให้เป็นที่รู้จัก แต่ต้องทำให้การใช้เครื่องมือนี้สร้างผลลัพธ์ในเชิงนโยบายได้จริง

6. คณะสาธารณสุขศาสตร์ และ คณะวิทยาศาสตร์การแพทย์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ในฐานะศูนย์วิชาการฯ ภาคเหนือตอนล่าง สะท้อนความสำเร็จของการสนับสนุน HIA ให้องค์การบริหารส่วนตำบลป่าแฝก นำไปใช้วิเคราะห์โครงการสวนสุขภาพ สวนสมุนไพร เพื่อขอใช้พื้นที่จากหน่วยงานอนุมัติอนุญาต ซึ่งภายหลังการศึกษาจนได้เห็นถึงศักยภาพของพื้นที่ นอกจากจะได้พื้นที่เพิ่มจากที่ขอแล้ว ยังได้รับงบประมาณสนับสนุนเพิ่มอีกด้วย

ดร.นาตยา พรหมทอง ผู้อำนวยการสำนักนโยบายสาธารณะภาคกลาง สช. กล่าวว่า จากบทเรียนของภาคีเครือข่ายวิชาการด้าน HIA ล้วนเห็นตรงกันถึงความสำคัญของการผลักดันให้กระบวนการ HIA กลายเป็นกลไกปกติ หรือวิถีปฏิบัติของการขับเคลื่อนการพัฒนาในประเทศไทย ซึ่งเป็นจุดสำคัญที่จะช่วยขยายเครือข่ายการทำงานกับภาคท้องถิ่นและชุมชนได้มากขึ้น เพราะเมื่อข้อเสนอของ HIA ถูกนำไปขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลง สังคมก็จะเห็นคุณค่า

นอกจากนี้ ในช่วงท้ายของการประชุมได้มีการมอบรางวัลนำเสนอผลงานวิชาการในปีนี้ ซึ่งมีผลงานวิชาการด้าน HIA เข้ามานำเสนอรวมทั้ง 94 ผลงาน โดยเป็นการนำเสนอแบบ Oral Presentation จำนวน 60 ผลงาน และ Poster Presentation จำนวน 34 ผลงาน พร้อมกับการส่งมอบธงเจ้าภาพ HIA Forum 2027 ให้แก่ มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต ในฐานะศูนย์วิชาการสุขภาวะเขตเมือง ซึ่งจะรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพในการจัดเวที HIA Forum ในปี 2570 ต่อไป โดยมี ดร.วัลลภ สุวรรณดี อธิการบดี เป็นผู้รับมอบ