
22 สิงหาคม 2569 — นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.3) เปิดเผยว่าสำหรับจังหวัดน่าน โดยเฉพาะ อำเภอบ่อเกลือ มท.3 ได้สั่งยกระดับการเฝ้าระวังเป็นพิเศษ หลังสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) รายงานข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียม พบ 11 ชุมชนมีความเสี่ยงได้รับผลกระทบจากน้ำป่า ดินถล่ม และเส้นทางคมนาคมถูกตัดขาด จึงให้มอนิเตอร์ลงลึกถึงระดับอำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน พร้อมเชื่อมตรงกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และผู้นำท้องถิ่น
มท.3 ได้กำชับข้อสั่งการเร่งด่วนให้ทุกระดับเตรียมพร้อมตลอด 24 ชั่วโมง ดังนี้
1. ศูนย์เตือนภัยฯ–ปภ. เฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง :
ติดตามฝน น้ำ และพื้นที่เสี่ยงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจุดเสี่ยงน้ำป่าและดินโคลนถล่ม หากพบความเสี่ยงให้รีบประสานจังหวัดและแจ้งเตือนประชาชนทันทีผ่าน Cell Broadcast
2. จังหวัดตั้ง War Room เชื่อมข้อมูล 24 ชั่วโมง :
ให้จังหวัดตั้ง War Room ติดตามสถานการณ์ตลอดเวลา เชื่อมข้อมูลจากศูนย์เตือนภัยฯ ถึงพื้นที่ และประสานกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และ อปท. ให้พร้อมรับมือและช่วยเหลือทันทีหากเกิดเหตุ
3. พื้นที่ต้องรู้สถานการณ์จริงและพร้อมช่วยเหลือ :
กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และ อปท. ลงพื้นที่ตรวจสอบจุดเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง หากพบความผิดปกติให้รีบแจ้งจังหวัด พร้อมเตรียมคน อุปกรณ์ และแผนช่วยเหลือประชาชนให้พร้อมตลอด 24 ชั่วโมง
จากข้อสั่งการดังกล่าว มท.3 ได้เน้นย้ำให้ระบบเฝ้าระวังทำงานเชื่อมโยงกันตั้งแต่ “ส่วนกลาง–จังหวัด–พื้นที่” โดยข้อมูลจากส่วนกลางต้องส่งถึงพื้นที่อย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันข้อมูลจากพื้นที่ต้องสามารถส่งกลับมายังจังหวัดและส่วนกลางได้ทันที เพื่อให้การประเมินความเสี่ยงและการตัดสินใจสั่งการเป็นไปบนข้อมูลที่ทันสถานการณ์
มท.3 กล่าวว่า ข้อมูลจากดาวเทียมและส่วนกลางทำให้สามารถมองเห็นพื้นที่เสี่ยงได้ แต่สิ่งสำคัญคือ ต้องรู้สถานการณ์จริงในแต่ละหมู่บ้าน ทั้งถนนที่ใช้ได้ จุดที่มีดินเคลื่อนตัว และครัวเรือนที่อาจได้รับผลกระทบ จึงต้องมีทั้งทีมส่วนกลางและทีมจังหวัดที่เชื่อมโยงข้อมูลถึงระดับพื้นที่อย่างใกล้ชิด
พร้อมกันนี้ ให้พื้นที่เสี่ยงทบทวน แผนอพยพ จุดปลอดภัย เส้นทางสำรอง และช่องทางการสื่อสาร รวมถึงซักซ้อมทำความเข้าใจกับประชาชน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ เด็ก และกลุ่มที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ ให้รู้ล่วงหน้าว่าหากได้รับสัญญาณเตือนต้องทำอย่างไร และจะอพยพไปที่ใด โดยย้ำหลักการ “เตือนเร็ว–อพยพทัน” และต้องเตรียมความพร้อมก่อนเกิดเหตุ
นอกจากนี้ มท.3 ยังสั่งการให้ลดภาระของผู้ประสบภัย หลังพบชาวบ้านต้องเดินทางออกจากพื้นที่เพื่อจัดหาเอกสารประกอบการขอรับเงินเยียวยา โดยให้ผู้ใหญ่บ้านรวบรวมรายชื่อผู้ประสบภัยและส่งต่อผ่านกำนันและนายอำเภอ เพื่อให้ส่วนราชการดำเนินการตามขั้นตอน ลดความจำเป็นที่ประชาชนต้องเดินทางออกจากพื้นที่ไปจัดหาเอกสารด้วยตนเอง
ส่วนการฟื้นฟูพื้นที่ อำเภอปัว มท.3 ตั้งเป้าระดมกำลังคน เครื่องจักร และทรัพยากรจากทุกภาคส่วน ทั้ง ปภ. กองทัพ เทศบาล อบต. ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เดินหน้าฟื้นฟูระบบไฟฟ้า น้ำประปา และเส้นทางสัญจรภายใน 7 วัน เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับเข้าไปใช้ชีวิตในบ้านได้โดยเร็วที่สุด โดยย้ำว่า 7 วันไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างจะกลับมาเหมือนเดิมทั้งหมด แต่ต้องทำให้มี น้ำ มีไฟฟ้า และมีเส้นทางสัญจร ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต
มท.3 ยังให้ท้องถิ่นและ อปท. ทบทวนแผนเผชิญเหตุและซักซ้อมระบบเตือนภัย โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพิ่มความแม่นยำ ทั้งข้อมูลเรดาร์ ปริมาณฝน และระดับน้ำ ขณะที่ Cell Broadcast เป็นเครื่องมือสำคัญในการแจ้งเตือนประชาชนเมื่อจำเป็นต้องเร่งอพยพ โดยให้ความสำคัญกับการรักษาชีวิตเป็นอันดับแรก
มท.3 ย้ำ 3 ภารกิจสำคัญในพื้นที่ คือ “เตือนให้เร็ว อพยพให้ทัน ฟื้นฟูให้ไว” พร้อมกำชับทุกหน่วยงานให้ทำงานเป็นระบบเดียวกัน เชื่อมข้อมูลตั้งแต่ส่วนกลางถึงพื้นที่ และเตรียมพร้อมตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้สามารถป้องกัน ลดความสูญเสีย และช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที
#กระทรวงมหาดไทย #มท3 #เจเศรษฐ์ไทยเศรษฐ์ #กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย #ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ #น่าน #บ่อเกลือ #ปัว #อุทกภัย #น้ำป่าไหลหลาก #ดินโคลนถล่ม #เฝ้าระวังอุทกภัย #CellBroadcast #แจ้งเตือนภัย



