รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และปลัดกระทรวงสาธารณสุข ลงพื้นที่ จ.นครพนม ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ พรมแดนสะพานมิตรภาพ 3 นครพนม เผย มีการเฝ้าระวังและคัดกรองผู้เดินทางขาเข้ากว่า 4 แสนคน ยังไม่พบผู้ป่วยหรือมีอาการเข้าข่ายสงสัยโรคติดต่ออุบัติใหม่ พร้อมสนับสนุนแนวทางยกระดับด่านควบคุมโรคสู่ “Border Health Security” ทั้งพัฒนาโครงสร้างรองรับเหตุฉุกเฉิน สร้างระบบบริหารจัดการฐานข้อมูลกลาง การบูรณาการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างไทย-ลาว แบบเรียลไทม์ และใช้ระบบเฝ้าระวังดิจิทัลขั้นสูง

วันที่ 22 สิงหาคม 2569 ที่ จ.นครพนม นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นายแพทย์สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ตรวจเยี่ยมด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ พรมแดนสะพานมิตรภาพ 3 นครพนม โดยนายพัฒนากล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขมุ่งมั่นยกระดับระบบควบคุมโรคด่านหน้าชายแดนให้เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการปกป้องสุขอนามัยของประชาชนและความมั่นคงทางสุขภาพของประเทศ โดยการปฏิบัติงานเป็นไปตามกฎหมายและมาตรฐานสากลอย่างเคร่งครัด ทั้งพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 กฎกระทรวง/ประกาศที่เกี่ยวข้อง และกฎอนามัยระหว่างประเทศ หรือ IHR 2005 เพื่อให้บรรลุบทบาทหลักในการเฝ้าระวัง ป้องกัน ตรวจสอบ และตอบโต้โรคติดต่อข้ามพรมแดนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยบูรณาการการทำงานร่วมกับเครือข่ายภาคความมั่นคงและหน่วยงานในพื้นที่ ซึ่งที่ผ่านมา ด่านสะพานมิตรภาพแห่งที่ 3 ได้ตรวจคัดกรองผู้เดินทางขาเข้ารวม 425,965 คน โดยเป็นผู้เดินทางจากเขตติดโรคไข้เหลืองจำนวน 8 คน ซึ่งจากการเฝ้าระวังและตรวจจับอย่างต่อเนื่อง ยืนยันว่า ปัจจุบันยังไม่พบผู้ป่วยหรือผู้ที่มีอาการเข้าข่ายสงสัยโรคติดต่ออุบัติใหม่แต่อย่างใด
นายพัฒนา กล่าวต่อว่า การตรวจเยี่ยมครั้งนี้ พบว่า ด่านสะพานมิตรภาพแห่งที่ 3 ยังมีข้อจำกัดด้านพื้นที่รองรับเหตุฉุกเฉิน และการบริหารจัดการข้อมูล กระทรวงสาธารณสุขจึงสนับสนุนแนวทางในการยกระดับจาก “ด่านควบคุมโรค” สู่ ““Border Health Security” ได้แก่ 1.การพัฒนาโครงสร้างรองรับเหตุฉุกเฉิน โดย สร้างห้องแยกกักเชื้อมาตรฐานและจัดพื้นที่คัดกรองเฉพาะ 2.การสร้างระบบบริหารจัดการฐานข้อมูลกลาง หรือ MOPH Unified Border Data เพื่อบูรณาการข้อมูลจากทุกส่วนงานให้อยู่ในฐานข้อมูลเดียวกันอย่างเป็นเอกภาพ 3.การบูรณาการการแลกเปลี่ยนข้อมูลแบบเรียลไทม์ ระหว่างด่านนครพนมและด่านฝั่งลาวร่วมกับหน่วยงานส่วนกลาง และ 4.การยกระดับระบบ Digital Surveillance เชื่อม ไทย-ลาว ใช้ระบบเฝ้าระวังดิจิทัลขั้นสูง สำหรับการแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึก เพื่อทั้งสองประเทศสามารถตรวจจับ ตรวจสอบข้อมูลเชิงลึก และตอบสนองต่อภัยคุกคามสุขภาพและโรคติดต่ออุบัติใหม่ได้อย่างทันท่วงที












