กระทรวงเกษตรฯ” ดัน “ปูทะเล” ขึ้นแท่นสัตว์เศรษฐกิจมูลค่าสูง เร่งเพิ่มผลผลิตรับดีมานด์ตลาดกรมประมง..พร้อมโชว์ศักยภาพการผลิต เพิ่มลูกพันธุ์–ขยายพื้นที่เลี้ยง สร้างรายได้ให้เกษตรกรชายฝั่ง

วันที่ 22 สิงหาคม 2569 ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งสมุทรสาคร ตำบลโคกขาม อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ประธานกรรมการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานเพาะพันธุ์และส่งเสริมการเลี้ยงปูทะเลของกรมประมง โดยมี นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง ผู้บริหาร ข้าราชการ เจ้าหน้าที่กรมประมง และเกษตรกรในพื้นที่ร่วมให้การต้อนรับ พร้อมรายงานสถานการณ์การผลิตและแนวทางการพัฒนาปูทะเลให้เป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่สามารถสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ชายฝั่งอย่างยั่งยืน

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ประธานกรรมการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ในครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญในการติดตามและต่อยอดนโยบายส่งเสริม “ปูทะเล” ให้เป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจมูลค่าสูง ที่สามารถสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ชายฝั่ง เนื่องจากตลาดมีความต้องการสูง มีราคาจำหน่ายที่ดี และยังมีโอกาสขยายการผลิตได้อีกมาก โดยเฉพาะการนำพื้นที่บ่อกุ้งที่หยุดหรือพักการเลี้ยงกลับมาใช้ประโยชน์ สร้างทางเลือกในการประกอบอาชีพและเพิ่มมูลค่าให้กับพื้นที่ชายฝั่ง ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่มุ่งยกระดับสินค้าเกษตรมูลค่าสูง โดยใช้ตลาดเป็นตัวนำการผลิต ควบคู่กับการนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ เพื่อให้เกษตรกรสามารถผลิตสินค้าได้ตรงกับความต้องการของตลาดและมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม  ทั้งนี้ “ลูกพันธุ์” ถือเป็นต้นน้ำสำคัญของการขยายฐานการผลิตปูทะเล กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงให้ความสำคัญกับการเพิ่มขีดความสามารถของหน่วยงานกรมประมงในการผลิตลูกพันธุ์ปูทะเลที่มีคุณภาพและมีปริมาณเพียงพอรองรับความต้องการของเกษตรกร พร้อมเร่งขยายองค์ความรู้และเทคโนโลยีการเลี้ยงไปสู่พื้นที่ที่มีศักยภาพ เพื่อเพิ่มอัตรารอด ลดต้นทุน และยกระดับประสิทธิภาพการผลิต โดยตั้งเป้าเชื่อมโยงตั้งแต่ “ลูกพันธุ์–พื้นที่เลี้ยง–การผลิต–ตลาด” ให้เป็นระบบ สามารถพัฒนาเป็นอาชีพที่สร้างรายได้อย่างมั่นคง และสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานรากของชุมชนชายฝั่งในระยะยาว

ด้านนางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง ได้รายงานความคืบหน้าและสถานการณ์การเพาะเลี้ยงปูทะเลของประเทศว่า กรมประมงได้ขับเคลื่อนการเพิ่มผลผลิตและส่งเสริมการเพาะเลี้ยงปูทะเลอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 เป็นต้นมา ส่งผลให้ในปี พ.ศ. 2568 มีปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้นจากปี พ.ศ. 2567 จำนวน 263.38 ตัน คิดเป็นการเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.12 ปัจจุบันประเทศไทยมีผลผลิตปูทะเลจากการเพาะเลี้ยงรวม 3,963.66 ตัน คิดเป็นมูลค่า 1,343.36 ล้านบาท จากจำนวนเกษตรกรผู้เลี้ยง 4,710 ฟาร์ม ครอบคลุมพื้นที่ 55,127.99 ไร่ ซึ่งจังหวัดนครศรีธรรมราชถือเป็นศูนย์กลางสำคัญ ของการเลี้ยงปูทะเลของประเทศ ทั้งด้านจำนวนฟาร์ม พื้นที่ ผลผลิต และมูลค่าทางเศรษฐกิจ ในส่วนของจังหวัดสมุทรสาครมีปริมาณผลผลิตจัดอยู่ในอันดับที่ 4 ของประเทศ สามารถสร้างผลผลิตได้ 273.32 ตัน หรือร้อยละ  6.9 ของผลผลิตทั้งประเทศ คิดเป็นมูลค่ากว่า 66.68 ล้านบาท

ปูทะเลถือเป็นสัตว์น้ำที่ตลาดต้องการและมีราคาจำหน่ายสูง โดยเฉพาะปูเนื้อมีราคาอยู่ในช่วง 230–680 บาท/กิโลกรัม ปูไข่ 470–600 บาท/กิโลกรัม ปูไข่ดอง 200–340 บาท/ตัว และปูทะเลในร้านบุฟเฟต์ 140–170 บาท/กิโลกรัม (ขึ้นกับขนาด) อีกทั้งการเลี้ยงยังมีความเสี่ยงน้อย โดยใช้ระยะเวลาเลี้ยงเพียง 4-5 เดือน ต้นทุนการผลิตเฉลี่ยประมาณ 200 บาทต่อกิโลกรัม ให้ผลผลิตประมาณ 200 กิโลกรัมต่อไร่ต่อรุ่น สร้างรายได้เฉลี่ยให้เกษตรกรประมาณ 60,000 บาทต่อไร่ต่อรุ่น

ทั้งนี้ กรมประมงได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาปูทะเลตลอดห่วงโซ่ โดยเฉพาะการสร้างความมั่นคงด้านลูกพันธุ์ โดยปัจจุบันหน่วยงานของกรมประมงมีศักยภาพผลิตลูกปูทะเลวัยอ่อน (Young crab) ประมาณ 3 ล้านตัวต่อปี เพื่อนำไปใช้ในการส่งเสริมการเพาะเลี้ยงและสนับสนุนการเพิ่มผลผลิตในแหล่งน้ำธรรมชาติ ควบคู่กับการพัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยีการเลี้ยงให้เหมาะสมกับเกษตรกรและสภาพพื้นที่ นอกจากนี้ กรมประมง ยังเป็นหน่วยงานเริ่มต้นในการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเพาะเลี้ยงปูทะเลให้แก่เกษตรกร สถาบันการศึกษา และผู้ที่สนใจทั่วไป อีกทั้งยังขยายผลส่งเสริมการเลี้ยงปูทะเลอย่างเป็นรูปธรรมในหลายพื้นที่ อาทิ โครงการปูไทยสร้างชาติในจังหวัดตรัง ที่เข้าไปส่งเสริมการเลี้ยงปูทะเลในพื้นที่บ่อกุ้งที่หยุดหรือพักการเลี้ยงโดยสนับสนุนทั้งองค์ความรู้ ลูกพันธุ์ และปัจจัยการผลิต เพื่อฟื้นฟูพื้นที่และยกระดับสู่ศูนย์เรียนรู้ต้นแบบ รวมไปถึงโครงการเสริมความเข้มแข็งสู่เกษตรอัจฉริยะในพื้นที่บ่อกุ้งที่หยุดหรือพักการเลี้ยงจังหวัดปัตตานี ซึ่งมีการนำเทคโนโลยี AI และ IoT เข้ามาประยุกต์ใช้ในการเลี้ยงปูทะเลและปูคอนโด โดยตั้งเป้าเพิ่มอัตรารอดของลูกปูให้ได้มากกว่าร้อยละ 50–70  นอกจากนี้ กรมประมง ยังได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. ดำเนินโครงการการขยายองค์ความรู้และนวัตกรรมการเลี้ยงปูขาว เพื่อเพิ่มรายได้และส่งเสริมการปรับเปลี่ยนอาชีพอย่างยั่งยืน ในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช สู่เกษตรกรจำนวน 100 ราย ในพื้นที่อำเภอเมือง ปากพนัง และหัวไทร โดยมุ่งเพิ่มอัตรารอด ลดต้นทุน เพิ่มรายได้สุทธิของเกษตรกร ตลอดจนพัฒนาระบบการเลี้ยงแบบผสมผสาน การเชื่อมโยงตลาด และสร้างผู้ประกอบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำรุ่นใหม่

สำหรับการลงพื้นที่ในครั้งนี้ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ประธานกรรมการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังได้เยี่ยมชมและศึกษากระบวนการผลิตปูทะเลของศูนย์วิจัยฯ ตั้งแต่ การขุนเลี้ยงแม่พันธุ์ปูทะเล การเพาะและอนุบาลลูกปูทะเล ตลอดจนการเลี้ยงปูเนื้อในบ่อดิน เพื่อรับทราบแนวทางการดำเนินงานตั้งแต่ต้นน้ำสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ พร้อมรับฟังข้อมูลและแลกเปลี่ยนแนวทางในการยกระดับการผลิตปูทะเลให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของตลาดและสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อธิบดีกรมประมง กล่าวในตอนท้ายว่า “กรมประมงพร้อมนำข้อเสนอแนะและแนวนโยบายจากการลงพื้นที่ครั้งนี้ไปต่อยอดสู่การปฏิบัติ โดยจะเดินหน้าพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยี และการผลิตลูกพันธุ์คุณภาพ ควบคู่กับการส่งเสริมรูปแบบการเลี้ยงที่เหมาะสมกับศักยภาพของแต่ละพื้นที่ รวมถึงการสร้างมูลค่าเพิ่มและเชื่อมโยงตลาด เพื่อผลักดัน ‘ปูทะเล’ ให้เป็นอีกหนึ่งสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่สร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคงให้แก่เกษตรกร ตลอดจนสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจชุมชนชายฝั่งของไทยอย่างยั่งยืนต่อไป