วันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม 2569 เวลา 09.00 น. กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม จัดงาน “วันศาสนูปถัมภ์” ประจำปีพุทธศักราช 2569 เนื่องในโอกาสครบรอบ 85 ปี กรมการศาสนา ณ ห้องประชุมกรมการศาสนา ชั้น 2 อาคารวัฒนธรรมวิศิษฏ์ กระทรวงวัฒนธรรม โดยมี สมเด็จพระมหาธีราจารย์ กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และนายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา เป็นประธานฝ่ายฆราวาส พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม ผู้แทนองค์การทางศาสนา อดีตผู้บริหาร ข้าราชการ เจ้าหน้าที่กรมการศาสนา และสื่อมวลชนเข้าร่วม
นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา เปิดเผยว่า กรมการศาสนามีประวัติความเป็นมายาวนานหยั่งรากลึกในฐานะเสาหลักของชาติด้านการพระศาสนาที่เป็นศูนย์กลางความเชื่อและความศรัทธาบนผืนแผ่นดินไทยมาอย่างยาวนาน โดยมีพัฒนาการและหลักฐานทางประวัติศาสตร์ตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) ในยุคแรกที่ปรากฏชื่อการจัดตั้งหน่วยงานคือ “กรมสังฆการีขวา” ต่อมาในยุคที่ 2 ได้เปลี่ยนชื่อเป็น “สังฆการีธรรมการ” ยุคที่ 3 เปลี่ยนเป็น “สังกระรียธรรมการ” และได้สืบทอดภารกิจเรื่อยมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย ซึ่งเคยถูกเรียกขานในนาม “กรมสังฆการี” “กรมธรรมการสังฆการี” และ “กรมธรรมการ” โดยเป็นหน่วยงานสำคัญในการสนองพระราชประสงค์ของพระมหากษัตริย์เพื่อทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้ยั่งยืน จนกระทั่งได้รับการสถาปนาเปลี่ยนชื่อเป็น “กรมการศาสนา” เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2484 ตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2484 จวบจนปัจจุบัน กรมการศาสนาได้ดำเนินภารกิจเกี่ยวกับการดำเนินงานของรัฐด้านศาสนา โดยการทำนุบำรุง ส่งเสริม และให้ความอุปถัมภ์คุ้มครองกิจการด้านพระพุทธศาสนา ตลอดจนศาสนาอื่น ๆ ทั้ง 5 ศาสนาที่ทางราชการรับรอง ได้แก่ ศาสนาพุทธ ศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และศาสนาซิกข์ พร้อมทั้งประสานความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับคณะสงฆ์ องค์การทางศาสนา และภาคีเครือข่าย เพื่อส่งเสริมพัฒนาความรู้คู่คุณธรรม เสริมสร้างความเข้าใจอันดี และสร้างความสมานฉันท์ระหว่างศาสนิกชนของทุกศาสนา รวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนให้คนไทยนำหลักธรรมคำสอนของศาสนามาใช้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิต ให้เป็นคนดีมีคุณธรรม เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์สังคมไทยให้เป็นสังคมแห่งความดีงามด้วยความเข้มแข็งของต้นทุนทางจริยธรรมและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข

อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวต่อไปว่า ในโอกาสครบรอบ 85 ปี กรมการศาสนา จึงนับเป็นวาระสำคัญในการน้อมรำลึกถึงคุณูปการของบุคคลที่ได้ทำคุณประโยชน์ต่อศาสนาและกรมการศาสนาทั้งในอดีตและปัจจุบัน โดยกรมการศาสนาได้จัดงาน “วันศาสนูปถัมภ์” ต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 63 ตลอดปี พ.ศ. 2569 กรมการศาสนาได้ขับเคลื่อนภารกิจสำคัญทั้งด้านการเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์และศาสนพิธี การเสริมสร้างความสัมพันธ์และความสมานฉันท์ระหว่างศาสนา การส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม และการนำมิติทางศาสนาและวัฒนธรรมมาต่อยอดสร้างคุณค่าทางสังคมและเศรษฐกิจ ผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย อาทิ พิธีทางศาสนาเฉลิมพระเกียรติสถาบันพระมหากษัตริย์ กิจกรรมศาสนิกสัมพันธ์ ค่ายเยาวชนศาสนิกสัมพันธ์ กิจกรรมเนื่องในวันสำคัญทางศาสนา การสวดมนต์ข้ามปี การขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ตลอดจนการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวในมิติศาสนา เทศกาล และประเพณีทางศาสนา เพื่อเชื่อมโยงพลังศรัทธากับการสร้างอาชีพและรายได้ให้แก่ประชาชนและชุมชน
ขณะเดียวกัน กรมการศาสนาให้ความสำคัญกับการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมแก่เด็กและเยาวชน ภายใต้แนวคิดการสร้าง “เยาวชนไทยหัวใจสีขาว” เพื่อบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งความดีตั้งแต่วัยเยาว์ ผ่านเครือข่ายและกิจกรรมต่าง ๆ อาทิ ศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ ศูนย์อบรมศาสนาอิสลามและจริยธรรมประจำมัสยิด การบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน การบรรยายธรรม และการสวดโอ้เอ้วิหารราย โดยมีเด็กและเยาวชนทั่วประเทศเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 1 ล้านคน ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการปลูกฝังให้เยาวชนรู้จักคิดดี ทำดี มีจิตสาธารณะ และสามารถนำหลักธรรมทางศาสนาไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิต อันจะนำไปสู่การสร้างสังคมคุณภาพและเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศในอนาคตสำหรับทิศทางการดำเนินงานในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 กรมการศาสนาพร้อมขานรับนโยบายของ นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ในการผลักดันวัฒนธรรมสู่การเป็นทุนเชิงยุทธศาสตร์ที่สามารถสร้างทั้งคุณค่าและมูลค่าให้แก่ประเทศ ภายใต้การขับเคลื่อน 5C+1 และแนวคิด “Ministry of Culture New Era – กระทรวงวัฒนธรรมยุคใหม่ ก้าวไกลสู่สากล”
กรมการศาสนาจึงเตรียมยกระดับการดำเนินงานภายใต้แนวคิด “Faith to Future” เปลี่ยนพลังแห่งศรัทธาและทุนทางศาสนาให้เป็นพลังสร้างอนาคตของประเทศ ผ่าน 3 เสาหลักสำคัญ “Faith • Meditation • Economy” หรือ “ศรัทธา • สมาธิ • เศรษฐกิจ” เพื่อสร้างคุณค่าทั้งทางจิตใจ สังคม และเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรมในมิติ “ศรัทธา” (Faith) จะมุ่งนำทุนทางศาสนา ความเชื่อ วิถีวัฒนธรรม และอัตลักษณ์ของชุมชนมาต่อยอดอย่างสร้างสรรค์ โดยเฉพาะการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวทางศาสนาและจิตวิญญาณ (Spiritual Tourism) เชื่อมโยงวัด ศาสนสถาน ชุมชน และแหล่งเรียนรู้ทางศาสนาทั่วประเทศ ให้เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้และประสบการณ์ทางจิตใจ พร้อมส่งเสริมประเทศไทยให้เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางสำคัญด้านการท่องเที่ยวเชิงศรัทธาและจิตวิญญาณ ในมิติ “สมาธิ” (Meditation) กรมการศาสนาเตรียมผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น “ศูนย์กลางการปฏิบัติสมาธิระดับนานาชาติ” (International Hub for Meditation Practice) โดยเชื่อมโยงเครือข่ายสถานปฏิบัติธรรมและองค์ความรู้ด้านสมาธิของประเทศไทย พัฒนากิจกรรมและหลักสูตรที่สามารถเข้าถึงประชาชนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ อาทิ กิจกรรมสมาธิระดับนานาชาติ หลักสูตรปฏิบัติธรรมสำหรับชาวต่างชาติ และการส่งเสริมสติและสมาธิเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต ตลอดจนสร้างความร่วมมือกับเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเผยแพร่คุณค่าของสมาธิและวิถีแห่งสติของไทยสู่ระดับสากล ส่วนมิติ “เศรษฐกิจ” (Economy) จะมุ่งเชื่อมโยงทุนทางศาสนาและวัฒนธรรมกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) โดยต่อยอด “ชุมชนคุณธรรมพลังบวร” ให้เป็นพื้นที่ต้นแบบในการสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก ใช้พลังของ “บ้าน วัด/ศาสนสถาน โรงเรียน/ราชการ” เชื่อมโยงกิจกรรมทางศาสนา วิถีวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ผลิตภัณฑ์ชุมชน และเทศกาลประเพณี เพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพ กระจายรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน

อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวเพิ่มเติมว่า การก้าวเข้าสู่ปีที่ 85 ของกรมการศาสนา ไม่ได้เป็นเพียงการย้อนมองประวัติศาสตร์และความภาคภูมิใจขององค์กรเท่านั้น แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการก้าวไปข้างหน้า โดยนำทุนทางศาสนาที่ประเทศไทยมีอยู่มาสร้างคุณค่าให้สอดคล้องกับบริบทของโลกยุคใหม่ กรมการศาสนาจะเชื่อมโยง “พลังศรัทธา” กับ “พลังแห่งสติ” และ “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” ให้เกิดผลต่อประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการสร้างคนดี สร้างสังคมที่สงบสุข สร้างโอกาสและรายได้ให้แก่ชุมชน ตลอดจนสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะประเทศที่มีความโดดเด่นด้านศาสนา จิตวิญญาณ และวัฒนธรรม “Faith to Future จึงไม่ใช่เพียงแนวคิดในการทำงาน แต่คือการนำพลังศรัทธาที่เป็นรากฐานของสังคมไทย มาต่อยอดด้วยพลังแห่งสติ และเชื่อมโยงสู่พลังทางเศรษฐกิจ เพื่อให้ศาสนาเป็นพลังสำคัญในการสร้างคน สร้างชุมชน และสร้างอนาคตของประเทศอย่างยั่งยืน”
















