
วันที่ 19 สิงหาคม 2569 สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (สำนักงาน ปปง.) จัดงานเผยแพร่ผลการดำเนินงานที่สำคัญของสำนักงาน ปปง. ปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ครบรอบ 27 ปี โดยมีนายฉัตรชัย พรหมเลิศ ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เป็นประธานในพิธี และนายเทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน กล่าวรายงาน และมีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน คณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่สำนักงาน ปปง. เข้าร่วมงาน ณ โรงแรม เดอะ สุโกศล กรุงเทพ เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร
ภายในงานฯ มีการมอบรางวัลพนักงานเจ้าหน้าที่ ปปง. ดีเด่น ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จำนวน 10 รางวัล และรางวัลผู้สนับสนุนสำนักงาน ปปง. ด้านการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายและการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จำนวน 14 รางวัล และการนำเสนอผลการดำเนินงานที่สำคัญของสำนักงาน ปปง. ในรอบปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ที่ขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลสู่ภารกิจสำนักงาน ปปง. โดยมุ่งตัดวงจรอาชญากรรมการฟอกเงินที่บั่นทอนระบบเศรษฐกิจของประเทศ ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนเป็นสำคัญ โดยมีผลการดำเนินงานที่สำคัญดังนี้
1. การแก้ไขกฎหมายและออกกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถจัดการกับอาชญากรฟอกเงินได้มากขึ้นตามความเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น
- ระเบียบคณะกรรมการธุรกรรม ว่าด้วยการรับเรื่อง การตรวจสอบ การพิจารณาดำเนินการ และการควบคุมตรวจสอบการปฏิบัติงาน ของพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามกฎหมายว่าด้วย การป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2568 เพื่อปรับปรุงกระบวนการดำเนินงานให้ทันสมัย ครอบคลุม และสอดคล้องกับกฎหมายที่ใช้บังคับในปัจจุบัน
- ประกาศสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เรื่อง บุคคลที่มีสถานภาพ ทางการเมือง (Politically Exposed Persons–PEPs) ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2568 และมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อเป็นมาตรการป้องกันมิให้ ระบบการเงินของประเทศถูกนำไปใช้เป็นช่องทางในการฟอกเงินของเจ้าหน้าที่ของรัฐ รวมถึงเสริมสร้างความโปร่งใสในการทำธุรกรรมทางการเงิน รวมทั้งเป็นการปฏิบัติตามมาตรฐานสากลด้าน AML/CFT
- กฎกระทรวงการคืนเงินให้แก่ผู้เสียหายจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2569 ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 และมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2569 ซึ่งออกตามความในพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและเร่งเยียวยาผู้เสียหายจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยการนำเงินที่ถูกยึด อายัด หรือระงับไว้ ตามพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ไปคืนให้แก่ผู้เสียหายจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยี รวมมูลค่ากว่า 4,000 ล้านบาท
2. บูรณาการงานข่าวกรองทางการเงินอย่างเข้มข้น เพื่อหาร่องรอยที่ซ่อนอยู่ ในธุรกรรมที่ซับซ้อน โดย
- ดำเนินการตรวจสอบและวิเคราะห์ธุรกรรมทางการเงินตามที่หน่วยงานร้องขอ รวมทั้งการวิเคราะห์ธุรกรรมทางการเงินเชิงรุก และจัดทำรายงานการวิเคราะห์รายงานธุรกรรมทางการเงินเพื่อประกอบการสืบสวนสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานการดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกัน และปราบปรามการฟอกเงินและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง
- แลกเปลี่ยนข้อมูลการดำเนินการกับหน่วยงานภายในประเทศและต่างประเทศ
- มอบหมายผู้แทน/บุคลากรให้ร่วมเป็นคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ คณะทำงานของหน่วยงานภาคีเครือข่าย เพื่อร่วมกำหนดแนวทางการดำเนินการและยกระดับ การดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพ
- การสนับสนุนการบูรณาการตรวจค้นร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมการปกครอง เป็นต้น
3. ส่งเสริมการบูรณาการและประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วน โดยให้ความสำคัญกับการประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ในการเป็นภาคีเครือข่ายการดำเนินงานให้ทันต่อแนวโน้มการกระทำความผิดมูลฐานต่าง ๆ โดย
- จัดทำบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding–MOU) และ บันทึกข้อตกลงกับหน่วยงานทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ เพื่อประโยชน์ในการประสานงานและ การดำเนินคดีตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน รวมทั้งสิ้น 8 ฉบับ ได้แก่
- บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี
- บันทึกข้อตกลงความร่วมมือการป้องกันและปราบปรามการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (Nominee)
- บันทึกข้อตกลงความร่วมมือการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ทางทะเบียนและบัตรประจำตัวประชาชน
- บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการประสานความร่วมมือในการป้องกัน และปราบปรามการฟอกเงินและการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายและการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง
- หลักเกณฑ์และวิธีการส่งมอบทรัพย์สินให้แก่กระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์เพื่อนำไปชดใช้คืนหรือชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายในความผิดมูลฐานเกี่ยวกับการค้ามนุษย์และความผิดมูลฐานเกี่ยวกับการบังคับใช้แรงงานหรือบริการ
- บันทึกข้อตกลงความร่วมมือการพัฒนาและการใช้บริการระบบประมูล ขายทรัพย์สินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์
- บันทึกความเข้าใจ เรื่อง ความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนข้อมูลธุรกรรมทางการเงิน เพื่อการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน การสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติกับกระทรวงความมั่นคงสาธารณะแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน
- บันทึกความเข้าใจ เรื่อง ความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนข้อมูลธุรกรรมทางการเงินเพื่อการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายกับหน่วยข่าวกรองทางการเงินแห่งรัฐสุลต่านโอมาน
- จัดโครงการสัมมนาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานอัยการสูงสุด ศาล กลุ่มผู้มีหน้าที่รายงานการทำธุรกรรมตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามความเสี่ยงในพื้นที่ เป็นต้น เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจในการปฏิบัติงานและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกัน
- การเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายให้แก่กลุ่มภาคีเครือข่าย เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นักศึกษา และพระภิกษุ เป็นต้น จำนวน 9 ครั้ง ในพื้นที่ ทั่วประเทศ และมีผู้เข้าร่วมโครงการ รวมทั้งสิ้น 1,181 คน
- จัดตั้งเครือข่ายภาคประชาชน เพื่อสนับสนุนให้ภาคประชาชนให้มีบทบาท ในการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคประชาชน ในการยกระดับศักยภาพ ของประเทศให้พร้อมเผชิญภัยคุกคามที่กระทบต่อความมั่นคงของชาติ โดยเสริมสร้างกลไกความร่วมมือด้านการประชาสัมพันธ์และการสร้างการรับรู้เชื่อมโยงการประสานงานกับชุมชน ผ่านเครือข่ายความร่วมมือทั่วประเทศ
4. ใช้กลไกทางกฎหมายในการดำเนินการกับทรัพย์สินของผู้กระทำความผิด และผู้เกี่ยวข้องสัมพันธ์ เพื่อตัดวงจรเงินผิดกฎหมายไม่ให้ย้อนกลับไปสนับสนุนอาชญากรรม โดยดำเนินการกับทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน รวมมูลค่ากว่า 67,364 ล้านบาท (ข้อมูลเดือนกรกฎาคม 2568 – สิงหาคม 2569) ดังนี้
4.1 ยึดและอายัดทรัพย์สิน รวมมูลค่ากว่า 25,035 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นคดีเกี่ยวกับความผิดมูลฐาน ฉ้อโกงประชาชน พนันออนไลน์ การเป็นสมาชิกอั้งยี่หรือมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรม ค้ามนุษย์ และยาเสพติด เป็นต้น โดยมีรายคดีสำคัญ เช่น
- รายคดี นายบุญ กับพวก ยึดทรัพย์สิน จำนวน 404 ล้านบาท
- รายคดี นายเฉิน จื้อ (Chen Zhi) กับพวก ยึดทรัพย์สิน จำนวน 345.98 ล้านบาท
- รายคดี พระราชวิสุทธิประชานาท หรือนายอลงกต กับพวก ยึดทรัพย์สิน จำนวน 60.97 ล้านบาท
- รายคดี พระธรรมวชิรานุวัตร (แย้ม) กับพวก ยึดและอายัดทรัพย์สิน จำนวน 89 ล้านบาท
- รายคดี นายเอื้ออังกูร กับพวก ยึดและอายัดทรัพย์สิน จำนวน 135 ล้านบาท
- รายคดี นายก๊ก อาน (KOK AN) กับพวก ยึดและอายัดทรัพย์สิน จำนวน 468 ล้านบาท
- รายคดี บริษัท เดอะ นิว คอนเซปท์พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด กับพวก ยึดและอายัดทรัพย์สิน จำนวน 266 ล้านบาท
- รายคดี ห้างหุ้นส่วนจำกัด พี มายเนอร์ คริปโตเคอเรนซี่ กรุ๊ป กับพวก ยึดและอายัดทรัพย์สิน จำนวน 251 ล้านบาท
- รายคดี กลุ่มบุคคลผู้ร่วมกันจัดให้มีการพนันทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ฯ (นายชนนพัฒฐ์ กับพวก) ยึดและอายัดทรัพย์สิน จำนวน 12 ล้านบาท
- รายคดี นางสาวแตงไทย กรณี LEAK YIM นางวิรินยา MR.SMITH BEN และนางสาวแคทรียา กับพวก ยึดและอายัดทรัพย์สิน จำนวน 20,288 ล้านบาท
ในคดีความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชน หรือการฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญาอันมีลักษณะเป็นปกติธุระ หรือความผิดที่มีผู้เสียหายนั้น สำนักงาน ปปง. จะดำเนินการคุ้มครองสิทธิผู้เสียหายต่อไปด้วย
4.2 ส่งเรื่องให้พนักงานอัยการเพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สิน ตกเป็นของแผ่นดิน รวมมูลค่ากว่า 27,349 ล้านบาท
4.3 ส่งเรื่องให้พนักงานอัยการเพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้นำทรัพย์สินไปคืนหรือชดใช้คืนให้แก่ผู้เสียหาย รวมมูลค่ากว่า 10,981 ล้านบาท
4.4 ศาลแพ่งมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินและสั่งให้นำทรัพย์สินไปคืนหรือชดใช้คืนให้แก่ผู้เสียหาย (คุ้มครองสิทธิผู้เสียหาย) รวมมูลค่ากว่า 3,999 ล้านบาท
5. การบริหารจัดการทรัพย์สินที่ได้จากการยึดหรืออายัดทรัพย์สิน ดำเนินการ เก็บรักษาและบริหารจัดการทรัพย์สินตามระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ว่าด้วยการเก็บรักษาและการจัดการทรัพย์สินที่ถูกยึดหรืออายัด พ.ศ. 2543 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดย
- ดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สิน จำนวน 37 ครั้ง ขายทรัพย์สินได้จำนวน 2,308 รายการ เป็นเงินจำนวนทั้งสิ้น 543 ล้านบาท
- นำทรัพย์สินส่งคืนเจ้าของและผู้รับประโยชน์ คิดเป็นมูลค่าทรัพย์สินที่นำส่งจำนวน 5,627 ล้านบาท
- นำทรัพย์สินที่ศาลสั่งตกเป็นของแผ่นดิน และนำส่งกระทรวงการคลัง รวมมูลค่าทรัพย์สิน 723 ล้านบาท
6. ผลักดันการปฏิบัติตามมาตรฐานสากลและพันธกรณีระหว่างประเทศ รัฐบาลได้แสดงความมุ่งมั่นในการยกระดับการดำเนินงานของไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลด้านการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย และการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงของ FATF ที่เน้นการประเมินความสอดคล้องด้านกรอบกฎหมาย จำนวน 40 ข้อ และด้านประสิทธิผล จำนวน 11 ด้าน จากการประเมินและขอยกระดับ ที่ผ่านมา ประเทศไทยผ่านการประเมินด้านกรอบกฎหมายแล้ว 33 ข้อ จาก 40 ข้อ และ ด้านประสิทธิผล 4 ด้าน จาก 11 ด้าน และในปี 2571 ประเทศไทยจะเข้ารับการประเมินฯ รอบที่ 5 โดยสำนักงาน ปปง. ได้ขับเคลื่อนการเตรียมความพร้อมอย่างต่อเนื่องด้วยการจัดกิจกรรม เพื่อสร้างความตระหนักและความเข้าใจเรื่องการประเมินแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมร่วมกันวิเคราะห์ข้อบกพร่องและกำหนดแนวทางแก้ไขอย่างเป็นระบบ เพราะความสำเร็จของการประเมินไม่ใช่ภารกิจของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่คือพลังความร่วมมือของทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับการดำเนินงานในด้านต่าง ๆ ของประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และพร้อมก้าวสู่การประเมินในปี 2571 ต่อไป
7. การดำเนินงานด้านการป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย และการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง โดยมีการประกาศรายชื่อบุคคลที่ถูกกำหนดกับผู้ที่มีการกระทำอันเป็นการก่อการร้าย ตามมาตรา 6 และมาตรา 7 และการประกาศรายชื่อบุคคลที่ถูกกำหนดกับผู้กระทำการอันเกี่ยวข้องกับการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง ตามมาตรา 15 โดยมีผลการดำเนินงานที่สำคัญดังนี้
- ประกาศรายชื่อผู้มีการกระทำอันเป็นการก่อการร้ายตามมติคณะมนตรี ความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UN Sanction List) จำนวน 500 รายชื่อ
- ประกาศรายชื่อบุคคลที่ถูกกำหนดตามกฎหมายไทย (Thailand Sanction List) จำนวน 421 รายชื่อ
- ประกาศรายชื่อผู้เกี่ยวข้องกับการแพร่ขยายอาวุธทำลายล้างสูงภายใต้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ประกอบด้วย กลุ่ม DPRK (เกาหลีเหนือ) จำนวน 80 รายชื่อ และ กลุ่ม IRAN (อิหร่าน) จำนวน 43 รายชื่อ
มาตรการเหล่านี้ครอบคลุมตั้งแต่การยึดและอายัดทรัพย์สิน การระงับธุรกรรม จนถึงการประสานงานกับหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศ เพื่อให้ประเทศไทยมีระบบป้องกันภัยทางการเงินที่เข้มแข็ง และเป็นที่ยอมรับในเวทีโลก
ในปีที่ 27 สำนักงาน ปปง. ยังคงเดินหน้า มองให้ลึก เชื่อมให้ไกล และปกป้องให้ทัน เพื่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ รวมทั้งความเป็นอยู่ของประชาชน













