First Jobber ไม่เคว้ง! สช.ผนึกภาคีฯ สร้างมาตรการคุ้มครอง ดีไซน์ระบบนิเวศช่วงเปลี่ยนผ่านชีวิต

สช. สานพลังภาคีฯ ออกแบบ “ระบบนิเวศ” รองรับกลุ่ม First Jobber ที่มากไปกว่าเด็กจบใหม่ ลุยพัฒนาเป็นนโยบายสาธารณะ ชงสู่กระบวนการสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 19 ตั้งเป้าปรับกระบวนทัศน์จาก “คุณภาพปัจเจก” ไปสู่ “ประสิทธิภาพผลเชิงโครงสร้าง” ครอบคลุม 6 มิติ พลิกฟื้นประเทศไทยก่อนทุนมนุษย์เสื่อมถอย

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ร่วมกับภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ภาควิชาการ ฯลฯ จัดการประชุมปฏิบัติการพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบาย “ระบบนิเวศที่ส่งเสริมสุขภาวะของกลุ่มเริ่มต้นทำงานใหม่ (First Jobber) เพื่อยกระดับคุณภาพทุนมนุษย์ของประเทศ” เมื่อวันที่ 17 ส.ค. 2569 ซึ่งเป็นหนึ่งในกระบวนการสำคัญของการพัฒนานโยบายสาธารณะก่อนจะเข้าสู่การพิจารณารับรองในงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 19 ประจำปี 2569 ระหว่างวันที่ 28-29 ต.ค. 2569 ภายใต้แนวคิดหลัก (Theme) “สังคมอยู่ดีมีพลัง: นโยบายสาธารณะเชิงบวกด้วยหัวใจ”

สำหรับนโยบายสาธารณะระบบนิเวศที่ส่งเสริมสุขภาวะของกลุ่มเริ่มต้นทำงานใหม่ฯ จะมุ่งไปสู่การสร้างความคุ้มครองทางสังคมและการสร้างระบบนิเวศรองรับช่วงเปลี่ยนผ่านชีวิต ให้กับกลุ่ม First Jobber ที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงนักศึกษาจบใหม่ตามวัย หากแต่มองตั้งแต่กลุ่มที่ก่อนการเปลี่ยนผ่าน (นักเรียน นิสิต นักศึกษาปีสุดท้าย) กลุ่มกำลังเปลี่ยนผ่าน (ผู้สำเร็จการศึกษา) กลุ่มเริ่มงานแรก (ทั้งในและนอกระบบ) ตลอดจนผู้ที่ต้องเริ่มต้นวิถีอาชีพใหม่ อันเนื่องมาจากผลกระทบทางเศรษฐกิจและการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีด้วย

ศ. ดร.นพ.ศิริเกษม ศิริลักษณ์ ประธานคณะทำงานพัฒนาประเด็นการพัฒนาระบบนิเวศที่ส่งเสริมสุขภาวะของกลุ่มเริ่มต้นทำงานใหม่ เปิดเผยว่า กรอบการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งจะนำไปสู่การจัดทำนโยบายสาธารณะเรื่อง First Jobber แบ่งออกเป็น 6 มิติสำคัญ ประกอบด้วย 1. การสร้างรากฐานคุณภาพชีวิตและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำงาน 2. การจัดการรอยต่อและการแนะแนวเส้นทางอาชีพเชิงรุก 3. การปฏิรูประบบการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อยกระดับผลิตภาพ 4. การพัฒนาระบบสุขภาพจิตและทุนทางสังคมเชิงรุก 5. การปฏิรูประบบคุ้มครองทางสังคมให้ครอบคลุมทุกรูปแบบการจ้างงาน 6. การขับเคลื่อนนโยบายด้วยฐานข้อมูลบูรณาการ

นอกจากการระดมสมองที่เกิดขึ้นที่จะเกิดเป็นแนวคิดหรือนโยบายเบื้องต้นแล้ว จะมีการสัมภาษณ์มุมมองและข้อเสนอเพิ่มเติมจากบุคคลสำคัญของประเทศ อาทิ รัฐมนตรีกระทรวงที่เกี่ยวข้อง นักวิชาการจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ฯลฯ เพื่อให้ได้ข้อเสนอที่ครอบคลุมและเป็นรูปธรรม จากนั้นจะมีการนำไปสรุปอีกครั้งในวันที่ 4 ก.ย. 2569 ก่อนจะเข้าสู่การรับรองในงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติปลายเดือนตุลาคม 2569

สำหรับข้อเสนอเชิงนโยบายหรือมาตรการที่น่าสนใจ อาทิ การสนับสนุนเตรียมความพร้อมก่อนการทำงาน ทั้งทักษะด้านจิตใจ การ upskill-reskill ก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน การอุดหนุนงบประมาณในปีแรก สำหรับค่าที่อยู่อาศัย-ค่าเช่าที่พัก ค่าเดินทางระบบขนส่งสาธารณะ การสร้างระบบรองรับการทำความดี (Moral Cradit) สร้างแรงจูงใจสนับสนุนให้กลุ่มคนเปราะบางเข้าถึงการทำงาน การบูรณาการแพลตฟอร์มและข้อมูลหน่วยงานต่างๆ ร่วมกัน การสร้างระบบสนับสนุนการเก็บข้อมูลเพื่อรับรองสมรรถนะ-คุณวุฒิการศึกษาทั้งในและนอกห้องเรียน ซึ่งจะช่วยให้ทั้งผู้ที่ทำงานและนายจ้างตรวจสอบใบรับรองต่างๆ ได้ การสร้างแหล่งเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะชีวิตในทุกรูปแบบ โดยทำงานร่วมกันระหว่างรัฐและเอกชน การพัฒนาผู้ประกอบการทางธุรกิจและการตลาด

การสร้างแกนนำดูแลสุขภาพจิต การส่งเสริมสุขภาวะทางปัญญาเพื่อความยั่งยืนของคนทำงาน สร้างสภาพแวดล้อม มีพื้นที่ปลอดภัย-พื้นที่พักใจในองค์กรและสถานศึกษา แก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ระบุให้นักศึกษาเป็นลูกจ้างตามกฎหมาย ฝึกงานได้ค่าตอบแทน แก้ไข พ.ร.บ.ประกันสังคม จ่ายชดเชยการลาคลอดเป็น 120 วัน การสร้างแพลตฟอร์มกลางตลาดแรงงานอัจฉริยะ ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มกลางระดับประเทศที่รัฐบาลเป็นผู้พัฒนา เพื่อจับคู่คนกับงานอย่างมีคุณภาพและปลอดภัย

รศ. ดร.ณัฐเดชน์ ชุ่มปลั่ง เลขานุการคณะทำงานพัฒนาประเด็นการพัฒนาระบบนิเวศที่ส่งเสริมสุขภาวะของกลุ่มเริ่มต้นทำงานใหม่ กล่าวว่า จากข้อมูลปี 2565 พบว่าวัยแรงงานไทยส่วนใหญ่มีทักษะต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ซึ่งสะท้อนว่าแม้ประเทศไทยจะมีผู้จบปริญญาตรีมาก แต่ทักษะการทำงานจริงกลับไม่แข็งแรง มากไปกว่านั้นเมื่อพิจารณาในมิติความเหลื่อมล้ำทางโอกาส ทั้งจุดเริ่มต้นที่ไม่เท่ากัน เด็กจากครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำกว่าเดือนละ 3,000 มีข้อจำกัดในการเข้าถึงทักษะ เครือข่าย และประสบการณ์ ตลอดจนรอยแผลเป็นทางเศรษฐกิจ คือการเริ่มต้นงานในสภาวะเสียเปรียบ อาจทำให้ต้องทำงานที่ไม่มั่นคง รายได้ต่ำ และเกิดความเปราะบางสะสมตลอดชีวิต โดยพบว่ามีเยาวชนจากครัวเรือนรายได้ต่ำสุดเพียง 5% ที่มีโอกาสเรียนต่อระดับอุดมศึกษา ฉะนั้นปัญหาเรื่องนี้ต้องแก้อย่างเป็นระบบ

ทั้งนี้ การแก้ไขปัญหาต้องปรับกระบวนทัศน์จากคุณภาพปัจเจกไปสู่ประสิทธิภาพผลเชิงโครงสร้าง โดยนำกรอบ Lifecycle Approach มาใช้เชื่อมโยงทักษะ สุขภาวะ โอกาส และความมั่นคง ซึ่งหากไม่สร้างระบบรองรับ First Jobber อย่างเร่งด่วน ประเทศไทยจะเผชิญวิกฤตซ้ำซ้อน มีผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติในระยะยาว ได้แก่ 1. ภาวะทุนมนุษย์เสื่อมถอย แรงงานรุ่นใหม่จะกลายเป็นกลุ่มเปราะบางถาวร 2. ระเบิดเวลาสังคมสูงวัย เมื่อคนรุ่นใหม่ไร้ความมั่นคงจะดูแลประชากรสูงวัยไม่ได้ ทุนมนุษย์จะกลายเป็นภาระเชิงโครงสร้าง 3. ความเหลื่อมล้ำฝังรากลึก การสะสมความเสียเปรียบใน 1-3 ปีแรกของการทำงาน กระทบรายได้ตลอดชีวิตและสุขภาพจิต ขยายช่องว่างครัวเรือนรวย-จน นำไปสู่ปัญหาความแตกแยกและความไม่มั่นคงทางสังคม 4. สูญเสียโอกาสทำงานข้ามรุ่น หากขาดระบบนิเวศเชื่อมประสาน ทักษะและประสบการณ์ของคนรุ่นเก่าจะสูญสลาย และสร้างความตึงเครียดในการแย่งชิงตำแหน่งงาน

นายทรงพล ตุละทา ผู้อำนวยการสำนักนโยบายสาธารณะภาคเหนือ สช. กล่าวว่า การประชุมปฏิบัติการพัฒนาข้อเสนอฯ เป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ เครื่องมือภายใต้ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 ที่ได้เปิดพื้นที่ให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาข้อเสนอ ซึ่งนอกจากการประชุมฯ ในวันนี้ สช. จะจัดรับฟังความคิดเห็นระดับประเทศอีกครั้ง ก่อนจะนำข้อสรุปเข้าสู่การรับรองในงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 19 และนำเสนอต่อคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) และที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาและมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามนโยบายต่อไป