“คมนาคม–อว.” ผนึกกำลัง รฟท.–บพข.–สทร. ขับเคลื่อน “Tech to Track: เทคลงราง ล็อกเป้า เป๋าตุง” ดันนวัตกรรมฝีมือคนไทยสู่การใช้งานจริง

วันที่ 13 สิงหาคม 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ภายใต้แนวคิด “Tech to Track: เทคลงราง ล็อกเป้า เป๋าตุง” ระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) โดยนายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.)

โดยรองศาสตราจารย์ ดร. กานดา บุญโสธรสถิตย์ ผู้อำนวยการหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน (บพข.) และสถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง (องค์การมหาชน) (สทร.) โดยนางสาวเพียงออ เลาหะวิไลย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง (องค์การมหาชน) ณ สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์

ความร่วมมือครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญในการผลักดันเทคโนโลยีและนวัตกรรมระบบรางฝีมือคนไทยจากงานวิจัยไปสู่การใช้งานจริง พร้อมยกระดับมาตรฐาน ความปลอดภัย และประสิทธิภาพการให้บริการระบบรางของประเทศ ตลอดจนเพิ่มการใช้ชิ้นส่วน วัสดุ และกระบวนการผลิตภายในประเทศ สร้างตลาดและโอกาสทางธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการไทย

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า “การพัฒนาระบบรางต้องมองไกลกว่าการก่อสร้างเส้นทางหรือการจัดหาขบวนรถ แต่ต้องสร้างระบบนิเวศการเดินทางที่เชื่อมโยงทั้งรถไฟระหว่างเมือง ระบบขนส่งมวลชนในเมือง การขนส่งสินค้า และการเดินทางรูปแบบอื่นอย่างไร้รอยต่อ เป้าหมายคือให้ประชาชนเดินทางได้สะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย ตรงเวลา และในราคาที่เหมาะสม ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจก็ต้องใช้ระบบรางขนส่งสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ นวัตกรรม จึงเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับคุณภาพ ความปลอดภัย และความยั่งยืนของระบบรางไทย แต่ต้องเป็นเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง มีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ช่วยลดการพึ่งพาต่างประเทศ และเสริมขีดความสามารถของอุตสาหกรรมไทยให้แข่งขันได้ในเวทีโลก”

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า “ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงสำคัญของการพัฒนาระบบราง จากการลงทุนทั้งระบบขนส่งมวลชน รถไฟทางคู่ และรถไฟความเร็วสูง การใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ให้คุ้มค่า จำเป็นต้องสร้างอุตสาหกรรมระบบรางในประเทศให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม โดยวางรากฐานพร้อมกันทั้งการพัฒนาผู้ประกอบการและการถ่ายทอดเทคโนโลยี การทดสอบและรับรองผลิตภัณฑ์ภายในประเทศที่ได้มาตรฐานและเข้าถึงได้ และการพัฒนากำลังคนให้มีทักษะตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรม ความร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นก้าวสำคัญที่จะนำไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่ม การจ้างงาน ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และทำให้อุตสาหกรรมระบบรางไทยเติบโตได้อย่างมั่นคงในระยะยาว”

ด้าน นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กล่าวว่า “จุดสำคัญของความร่วมมือนี้ คือการทำให้ ‘โจทย์จากหน้างาน’ ได้พบกับ ‘องค์ความรู้จากงานวิจัย’ และทำให้ทั้งสองส่วนเดินไปด้วยกัน รฟท. พร้อมนำโจทย์จากการปฏิบัติงานจริง ทั้งด้านการเดินรถ การซ่อมบำรุง ระบบอาณัติสัญญาณ รถจักรและล้อเลื่อน รวมถึงการให้บริการ มาร่วมพัฒนาเป็นโจทย์วิจัย พร้อมสนับสนุนการศึกษา ทดลอง และทดสอบเทคโนโลยีที่มีศักยภาพภายใต้หลักความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล เพื่อแปลงความร่วมมือให้เป็นงานที่ใช้ได้จริง ระบบที่ดีขึ้น และผลลัพธ์ที่ประชาชนสัมผัสได้ เป้าหมายสูงสุดคือระบบรางที่มีมาตรฐาน ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และเป็นระบบขนส่งที่ประชาชนไว้วางใจ”

อุตสาหกรรมระบบรางของไทย กำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ โดยการรถไฟแห่งประเทศไทย ประเมินความต้องการตู้โดยสารและรถบรรทุกประมาณ 2,500 คัน ในช่วง 10 ปีข้างหน้า ขณะเดียวกัน การมีผลใช้บังคับของ พระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 จะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับมาตรฐานและความปลอดภัยของระบบรางไทย และเปิดพื้นที่ให้งานวิจัย เทคโนโลยี นวัตกรรม และผู้ประกอบการไทยเข้ามามีบทบาทในห่วงโซ่อุตสาหกรรมระบบรางมากยิ่งขึ้น

ภายใต้บริบทดังกล่าว บพข. ร่วมกับ รฟท. และ สทร. จึงบูรณาการความร่วมมือและจุดแข็งของทั้ง 3 หน่วยงาน ตั้งแต่การนำโจทย์และความต้องการจากการใช้งานจริงมากำหนดทิศทางการวิจัย การสนับสนุนทุนวิจัยแบบมุ่งเป้า การพัฒนามาตรฐานและกระบวนการทดสอบ ตลอดจนการผลักดันผลงานวิจัยและนวัตกรรมให้สามารถผลิต ใช้งาน และต่อยอดนำไปใช้ได้จริง

สำหรับแนวคิด “Tech to Track : เทคลงราง ล็อกเป้า เป๋าตุง” สะท้อนเป้าหมายของความร่วมมืออย่างชัดเจน ได้แก่
– เทคลงราง – ผลักดันเทคโนโลยีและนวัตกรรมฝีมือคนไทยสู่การใช้งานจริงในระบบราง
– ล็อกเป้า – เชื่อมโยงเป้าหมาย ความต้องการ และความเชี่ยวชาญของทั้ง 3 หน่วยงาน เพื่อให้งานวิจัยตอบโจทย์การใช้งานจริงและเข้าสู่การใช้งานได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
– เป๋าตุง – เพิ่มการผลิตและใช้ชิ้นส่วน และวัสดุภายในประเทศ เปิดตลาด สร้างโอกาสทางรายได้ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้ผู้ประกอบการไทย

พร้อมกันนี้ ภายในงานยังมีการจัดแสดง Innovation Showcase เพื่อนำเสนอศักยภาพของเทคโนโลยีและนวัตกรรมระบบรางไทยจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยการรถไฟแห่งประเทศไทย นำผลงานสำคัญมาจัดแสดง ได้แก่

1. ระบบตั๋วทางสะดวกอิเล็กทรอนิกส์ (E-TOKEN)
อุปกรณ์สำหรับใช้ในการขอและให้ทางสะดวกระหว่างสถานี พัฒนาขึ้นเพื่อทดแทนระบบเครื่องตราทางสะดวก (Token Block Instrument) ที่การรถไฟฯ ใช้งานมาเป็นเวลานาน ซึ่งมีข้อจำกัดด้านความทันสมัยและการจัดหาอะไหล่ โดย E-TOKEN สามารถนำมาใช้รองรับการเดินรถในช่วงระหว่างการก่อสร้างและการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบอาณัติสัญญาณรูปแบบใหม่ ช่วยให้การบริหารจัดการการเดินรถมีความต่อเนื่องและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

2. ระบบบังคับสัมพันธ์อาณัติสัญญาณควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ (Computer Based Interlocking: CBI)
ระบบสำหรับควบคุมและประมวลผลอุปกรณ์อาณัติสัญญาณภายในสถานี ทั้งการเตรียมทาง การควบคุมประแจกลไฟฟ้า และการตรวจสอบตำแหน่งของขบวนรถ โดยใช้ระบบคอมพิวเตอร์ในการประมวลผลและสั่งการ ช่วยเพิ่มความสะดวกในการควบคุมการเดินรถและยกระดับความปลอดภัย

3. ระบบเชื่อมต่อระหว่างระบบบังคับสัมพันธ์อาณัติสัญญาณ (Interlocking to Interlocking)
เทคโนโลยีสำหรับเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างสถานีข้างเคียง เพื่อให้สามารถสื่อสารข้อมูลการขอและให้ทางระหว่างสถานีได้อย่างถูกต้องและสมบูรณ์ สนับสนุนการเดินรถที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัย

4. ระบบควบคุมการขับเคลื่อนรถดีเซลรางปรับอากาศ (Propulsion System) สำหรับ KIHA 40/48
ระบบควบคุมการขับเคลื่อนรถดีเซลรางที่สามารถบันทึกและตรวจจับข้อมูลความชำรุดของระบบผ่านกล่องควบคุม ช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานและช่างซ่อมบำรุงสามารถตรวจสอบ วิเคราะห์สาเหตุ และแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกต้องและรวดเร็วยิ่งขึ้น อันเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพด้านการบำรุงรักษาและความพร้อมในการให้บริการ

นายอนันต์ฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ความร่วมมือครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการเชื่อมโยง “โจทย์จากการใช้งานจริง – งานวิจัยและนวัตกรรม – มาตรฐานและการทดสอบ – การผลิตและการใช้งานจริง” ให้เป็นห่วงโซ่เดียวกัน เพื่อเปลี่ยนศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และเทคโนโลยีของคนไทยให้เกิดผลลัพธ์ในระบบรางอย่างเป็นรูปธรรม ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ เพิ่มสัดส่วนการใช้ผลิตภัณฑ์และชิ้นส่วนภายในประเทศ และสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมระบบรางที่เข้มแข็งและแข่งขันได้ในระยะยาว