วันที่ 10 สิงหาคม 2569 ณ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และประธานคณะกรรมการกำกับมาตรฐานด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (กกม.) แถลงข่าวเรื่อง “การยกระดับมาตรการหน่วยงานรัฐ เพื่อคุ้มครองข้อมูลประชาชน” ภายหลังการหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งยกระดับการรับมือปัญหาข้อมูลรั่วไหล และเพิ่มมาตรการคุ้มครองข้อมูลของประชาชนอย่างเป็นระบบ
การแถลงข่าวครั้งนี้มี นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และประธานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (กมช.) นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พลอากาศตรี อมร ชมเชย เลขาธิการคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ พันตำรวจเอก สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และพลตำรวจตรี นิเวศน์ อาภาวศิน รองผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พร้อมด้วยผู้แทนภาคเอกชน ร่วมให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ข้อมูลรั่วไหล รูปแบบและช่องทางการโจมตี ตลอดจนแนวทางยกระดับมาตรการด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของประเทศ

พลอากาศตรี อมร ชมเชย เลขาธิการคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ กล่าวว่า “สกมช. ให้ความสำคัญกับการลดความเสี่ยงจากบัญชีผู้ใช้งานและข้อมูลรับรองตัวตนที่อาจรั่วไหล เนื่องจากข้อมูลเหล่านี้สามารถถูกนำไปใช้เป็นจุดเริ่มต้นของการเข้าถึงระบบโดยมิชอบ และอาจขยายผลไปสู่เหตุการณ์ด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ที่มีผลกระทบในวงกว้างได้ จากการรวบรวมข้อมูลอย่างต่อเนื่องจากหลายแหล่ง รวมถึง Dark Web พบว่า ปัจจุบันมีข้อมูลล็อกอินที่รั่วไหลทั่วโลกประมาณ 50,000 ล้านรายการ โดยเป็นข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทยมากกว่า 200 ล้านรายการ ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้หมายถึงจำนวนประชาชน เนื่องจากบุคคลหนึ่งคนสามารถมีบัญชีผู้ใช้งานในระบบต่าง ๆ ได้หลายบัญชี นอกจากนี้ ยังพบว่ามีระบบของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลล็อกอินรั่วไหลเกือบ 30,000 ระบบ ขณะที่ภาคเอกชนพบมากกว่า 35,000 ระบบ สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาดังกล่าวมีขอบเขตกว้างและเกี่ยวข้องกับหลายภาคส่วน จำเป็นต้องมีทั้งมาตรการเร่งด่วนเพื่อลดความเสียหายเฉพาะหน้า และมาตรการเชิงระบบเพื่อป้องกันปัญหาในระยะยาว”
พลอากาศตรี อมรฯ ระบุว่า “การพบ Username และ Password ที่เกี่ยวข้องกับระบบของหน่วยงานภาครัฐ ไม่ได้หมายความว่าฐานข้อมูลประชาชนทั้งหมดถูกนำออกไป แต่ข้อมูล Credential ที่รั่วไหลอาจถูกนำไปใช้เป็นช่องทางในการเข้าถึงระบบโดยมิชอบ จึงจำเป็นต้องเร่งลดความเสี่ยงทั้งในส่วนของระบบและผู้ใช้งานควบคู่กัน สำหรับระบบภาครัฐที่ตรวจพบและมีอยู่เป็นจำนวนมาก จำเป็นต้องเร่งสำรวจและจำแนกระบบอย่างเป็นระบบ โดยระบบที่ไม่มีความจำเป็นหรือไม่ได้ใช้งานแล้ว ควรพิจารณาปิดเพื่อลดพื้นที่เสี่ยงในการถูกโจมตี ขณะที่ระบบที่ยังมีความจำเป็นต้องใช้งาน จะต้องยกระดับมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัย ทั้งการเปลี่ยนรหัสผ่าน การทบทวนสิทธิ์การเข้าถึง และการผลักดันการใช้ Multi-Factor Authentication (MFA) เพื่อไม่ให้ Username และ Password เพียงอย่างเดียวเป็นกุญแจสำคัญในการเข้าสู่ระบบ

สกมช. จึงเสนอให้หน่วยงานภาครัฐเร่งดำเนินมาตรการพื้นฐานที่สามารถลดความเสี่ยงได้ทันที ทั้งการเปลี่ยนรหัสผ่านและข้อมูลล็อกอิน การทบทวนบัญชีผู้ใช้งานและสิทธิ์การเข้าถึงระบบ รวมถึงการเร่งนำ Multi-Factor Authentication (MFA) มาใช้กับระบบสำคัญ เพื่อเพิ่มชั้นการยืนยันตัวตนและลดโอกาสที่ผู้ไม่หวังดีจะสามารถเข้าถึงระบบได้ แม้จะมีข้อมูลบัญชีผู้ใช้งานหลุดออกไปแล้วก็ตาม ทั้งนี้ การแก้ไขปัญหาจะไม่หยุดอยู่เพียงมาตรการเฉพาะหน้า แต่ สกมช. จะร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบสถานะของระบบภาครัฐอย่างเป็นระบบ เพื่อระบุความเสี่ยง ช่องโหว่ และบัญชีที่อาจได้รับผลกระทบ ตลอดจนจัดทำแนวทางป้องกันและยกระดับมาตรฐานด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงของแต่ละระบบ”
สำหรับมาตรการเร่งด่วน ภาครัฐเตรียมผลักดันการใช้งาน Multi-Factor Authentication (MFA) ให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น โดยจะนำเสนอแนวทางเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี ควบคู่กับการบังคับเปลี่ยนข้อมูลล็อกอินของหน่วยงานภาครัฐ เพื่อลดความเสี่ยงจากข้อมูลบัญชีผู้ใช้งานที่อาจรั่วไหลไปก่อนหน้านี้ ขณะเดียวกัน จะมีการเรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ครอบคลุมทุกกระทรวงและกว่า 300 กรม โดยให้ผู้รับผิดชอบด้านระบบและบุคลากรที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมตรวจสอบข้อมูลและระบบร่วมกัน เพื่อดำเนินการ Data Cleansing ทบทวนบัญชีผู้ใช้งาน จัดระเบียบระบบ และกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาในระยะกลางและระยะยาวอย่างเป็นรูปธรรม โดยแนวทางดังกล่าวมุ่งจัดการความเสี่ยงตั้งแต่ต้นทาง ไม่ใช่เพียงการแก้ไขเมื่อพบเหตุข้อมูลรั่วไหลแล้ว แต่รวมถึงการยกระดับมาตรฐานและกลไกป้องกันให้สามารถรับมือกับภัยคุกคามที่มีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
พร้อมกันนี้ ยังฝากเตือนประชาชนให้เพิ่มความระมัดระวัง เนื่องจากมิจฉาชีพอาจนำข้อมูลส่วนบุคคลหรือข้อมูลที่เคยรั่วไหลมาใช้สร้างความน่าเชื่อถือในการหลอกลวง โดยย้ำว่า “การที่อีกฝ่ายรู้ข้อมูลของเรา ไม่ได้หมายความว่าเขาคือบุคคลหรือเจ้าหน้าที่ที่กล่าวอ้างจริง” ดังนั้น ก่อนให้ข้อมูลสำคัญ กดลิงก์ หรือดำเนินธุรกรรมใด ๆ ควรตรวจสอบกับหน่วยงานหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องผ่านช่องทางทางการทุกครั้ง
ทั้งนี้ หากพบเหตุหรือสงสัยว่าอาจได้รับผลกระทบจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ สามารถแจ้งเหตุและขอคำปรึกษาได้ที่ ThaiCERT อีเมล thaicert@ncsa.or.th หรือโทร. 02 114 3531 ตลอด 24 ชั่วโมง



