กรมประมง เผยผลวิเคราะห์มาตรา 301 สหรัฐฯ ย้ำ “ทูน่าไทย” ยังแกร่ง “กุ้ง” เดินหน้าต่อ พร้อมกางมาตรการเข้ม ยกระดับแรงงาน ยันสินค้าประมงไทยปลอดแรงงานบังคับตลอดห่วงโซ่ พร้อมแข่งขันในตลาดโลก

จากสถานการณ์ ที่ผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา (United States Trade Representative: USTR) ได้ประกาศผลการไต่สวนภายใต้มาตรา 301 แห่งพระราชบัญญัติการค้า ปี ค.ศ. 1974 (Trade Act of 1974) ประเด็นการล้มเหลวในการกำหนดและบังคับใช้มาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยใช้แรงงานบังคับ (Forced Labor) กรมประมงชี้แจงผลกระทบมาตรา 301 สหรัฐฯ กรณีการกำหนดอัตราภาษีนำเข้าร้อยละ 12.5 ระบุเกิดจากข้อห่วงใยด้านกลไกการควบคุมวัตถุดิบนำเข้า พร้อมสร้างความมั่นใจในมาตรฐานการดูแลแรงงานประมงไทยที่โปร่งใส ย้ำ “ทูน่าไทย” มีห่วงโซ่อุปทานเข้มแข็งรองรับการแข่งขันได้ดี ขณะที่ “สินค้ากุ้ง” เร่งบูรณาการส่งเสริมการปรับโครงสร้างต้นทุนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน ควบคู่การเดินหน้ามาตรการเชิงรุกยกระดับการบริหารจัดการตลอดห่วงโซ่อุปทานสู้ตลาดโลกอย่างยั่งยืน

นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า จากผลการไต่สวนของ USTR ได้ระบุถึง 60 เขตเศรษฐกิจคู่ค้าสำคัญของสหรัฐฯ โดยสหรัฐฯ มองว่าการไม่กำหนดและไม่บังคับใช้มาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยใช้แรงงานบังคับอย่างมีประสิทธิภาพ ถือเป็นพฤติกรรมทางการค้าที่ไม่สมเหตุสมผลและก่อให้เกิดภาระต่อการค้าของสหรัฐฯ โดยประเด็นสำคัญของประเทศไทยไม่ได้ติดใจเรื่องการดูแลแรงงานบังคับภายในประเทศไทย แต่เป็นเรื่องที่ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายหรือมาตรการควบคุมการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศที่มีการใช้แรงงานบังคับอย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณามูลค่าการนำเข้าสินค้าประมงทั้งหมดของสหรัฐฯ พบว่า ร้อยละ 96 เป็นการนำเข้าจากกลุ่มประเทศที่ถูกไต่สวนทั้ง 60 ประเทศ ขณะที่มีเพียงร้อยละ 4 เท่านั้นที่นำเข้าจากประเทศที่ไม่ถูกไต่สวน ส่งผลให้ในภาพรวม ประเทศคู่แข่งส่งออกสินค้าประมงรายใหญ่ของประเทศไทยต่างก็ได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีเพิ่มเติมนี้เช่นเดียวกัน ทั้งนี้ สหรัฐฯ ได้เสนอการจัดเก็บอากรภาษีนำเข้าเพิ่มเติมเป็น 2 อัตรา ได้แก่

1. อัตราภาษีเพิ่มเติมร้อยละ 10: สำหรับกลุ่มประเทศที่มีการกำหนดมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยแรงงานบังคับแล้ว หรือมีข้อผูกพันภายใต้ความตกลงการค้าต่างตอบแทน (Agreements on Reciprocal Trade) จำนวน 16 ประเทศ เช่น แคนาดา เอกวาดอร์ อินโดนีเซีย เม็กซิโก และสหราชอาณาจักร

2. อัตราภาษีเพิ่มเติมร้อยละ 12.5: สำหรับกลุ่มประเทศอื่น ๆ จำนวน 46 ประเทศ รวมถึง ประเทศไทย

จากสถานการณ์ดังกล่าว กรมประมงจึงได้วิเคราะห์แนวโน้มผลกระทบต่อสินค้าประมงส่งออกสำคัญของไทยไปยังตลาดสหรัฐฯ จำนวน 2 รายการหลัก ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 76 ของมูลค่าการส่งออกสินค้าประมงไทยไปสหรัฐฯ ทั้งหมด ได้แก่

1. สินค้าปลาทูน่า ที่ประเทศไทยเป็นผู้นำการส่งออกปลาทูน่าไปยังตลาดสหรัฐฯ เป็นอันดับ 1 มีสัดส่วนมากถึง ร้อยละ 29.73 ของมูลค่าการนำเข้าทูน่าทั้งหมดของสหรัฐฯ (มูลค่า 574 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) และแม้ประเทศไทยจะถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมในอัตราร้อยละ 12.5 ซึ่งสูงกว่าคู่แข่งอย่างเอกวาดอร์และอินโดนีเซียที่ถูกเก็บในอัตราร้อยละ 10 แต่เนื่องจากส่วนต่างอัตราภาษีที่ไม่มากนัก ประกอบกับอุตสาหกรรมแปรรูปทูน่าของไทยมีความเข้มแข็ง มีห่วงโซ่อุปทานที่มีประสิทธิภาพสูง คาดว่าจะไม่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรง และผู้ประกอบการไทยจะสามารถปรับตัวรักษาฐานส่วนแบ่งตลาดในสหรัฐฯ ไว้ได้

2. สินค้ากุ้ง ประเทศไทยมีสัดส่วนการส่งออกกุ้งในตลาดสหรัฐฯ อยู่ที่ ร้อยละ 4.53 (มูลค่า 302 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ขณะที่ประเทศคู่แข่งสำคัญ เช่น อินเดีย มีส่วนแบ่งร้อยละ 36.15, เอกวาดอร์ ร้อยละ 25.59 และอินโดนีเซีย ร้อยละ 14.69 ดังนั้น การที่ประเทศไทยถูกเรียกเก็บภาษีอัตราร้อยละ 12.5 ขณะที่คู่แข่งสำคัญอย่างเอกวาดอร์และอินโดนีเซียเสียภาษีในอัตราร้อยละ 10 อาจส่งผลให้ไทยเสียเปรียบด้านราคา ประกอบกับเอกวาดอร์มีปริมาณผลผลิตกุ้งเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและมีต้นทุนต่ำกว่า ซึ่งผู้บริโภคในสหรัฐฯ มักตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าตามระดับราคา สถานการณ์นี้ จึงเป็นโจทย์ท้าทายที่ภาคเอกชนและภาครัฐต้องร่วมมือกันปรับโครงสร้างต้นทุนและยกระดับมูลค่าสินค้ากุ้งไทยอย่างเร่งด่วน

ที่สำคัญ เพื่อเป็นการรับมือต่อสถานการณ์ดังกล่าวและป้องกันไม่ให้ปัญหาแรงงานกลายเป็นอุปสรรค
ทางการค้าในอนาคต กรมประมงได้เร่งเดินหน้ามาตรการเชิงรุกอย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่

1. การกำหนดมาตรการควบคุมการนำเข้าสัตว์น้ำเพื่อป้องกันแรงงานบังคับ: กรมประมงเห็นชอบกับข้อเสนอของกระทรวงแรงงานในการจัดตั้งคณะกรรมการกำหนดมาตรฐานสินค้านำเข้าที่มีความเสี่ยงจากการบังคับใช้แรงงานหรือบริการ (มบร.) ร่วมกันวางมาตรการและแนวทางแก้ไขปัญหาการนำเข้าสินค้าที่มีความเสี่ยงจากการบังคับใช้แรงงานหรือบริการ เพื่อตอบสนองข้อห่วงใยของสหรัฐฯ อย่างตรงจุด

2. การวิเคราะห์รายงานเชิงลึกเพื่อขอปลดล็อคบัญชีแรงงาน (TVPRA/EO List): แต่งตั้งคณะทำงานวิเคราะห์รายงานการศึกษา Supply Chain Study on Forced Labor in the Fishing Industry in Thailand ของกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ (USDOL) เพื่อนำข้อเสนอแนะมาปรับปรุงการทำงาน พร้อมรวบรวมข้อมูลข้อเท็จจริง และสถิติการดำเนินงานของไทยไปใช้อ้างอิงในการยื่นขอถอดถอนรายการสินค้าประมงไทยออกจากบัญชีรายการสินค้าที่มีการใช้แรงงานบังคับ

3. การยกระดับระบบการขึ้นทะเบียนและคุ้มครองแรงงานภาคประมง (Seabook): คุ้มครองสวัสดิภาพแรงงานต่างด้าวบนเรือประมงตามพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 โดยเปิดให้ยื่นขอรับหนังสือคนประจำเรือ (Seabook) พร้อมวางเงื่อนไขเพื่อสร้างความมั่นใจว่าปราศจากแรงงานบังคับและการค้ามนุษย์ อาทิ แรงงานต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ การทำสัญญาจ้างงานต้องมีเจ้าหน้าที่รัฐร่วมเป็นพยานตรวจสอบ การสแกนและจัดเก็บข้อมูลอัตลักษณ์บุคคล (Biometrics) การผ่านการตรวจสุขภาพและทำประกันสุขภาพ การจ่ายค่าจ้างผ่านระบบบัญชีธนาคารในอัตราไม่ต่ำกว่าค่าจ้างขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนด

4. การเข้มงวดการตรวจเฝ้าระวังเรือประมงหน้าท่าและกลางทะเล: ดำเนินการผ่านศูนย์ควบคุมการแจ้งเรือเข้าออก (PIPO) จำนวน 30 ศูนย์ และจุดตรวจส่วนหน้า (FIP) 19 จุดทั่วประเทศ โดยใช้อัตรากำลังเจ้าหน้าที่ชุดสหวิชาชีพ 85 ชุดตรวจพร้อมล่าม เพื่อตรวจสอบเอกสาร สวัสดิการ สภาพความเป็นอยู่ สัมภาษณ์คัดแยกเบาะแสการละเมิดแรงงาน ควบคู่กับการบูรณาการเรือตรวจการประมงขนาด 60–70 ฟุต ออกปราบปรามและตรวจร่วมกลางทะเลกับหน่วยงานความมั่นคง

5. การสร้างความรับรู้และสื่อสารตลอดห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Communication): เร่งกระจายข้อมูลข่าวสาร มาตรการ และแนวปฏิบัติแก่ผู้เกี่ยวข้องทุกระดับ ตั้งแต่เกษตรกรผู้เลี้ยง ผู้นำเข้าวัตถุดิบ ผู้รวบรวม โรงงานแปรรูป จนถึงผู้ส่งออก เพื่อให้เกิดความตระหนักรู้และร่วมมือกันปรับตัวตลอดห่วงโซ่การผลิต

“การยกระดับมาตรการด้านแรงงานและสิ่งแวดล้อมได้กลายเป็นระเบียบการค้าใหม่ของโลกยุคปัจจุบัน ผลการไต่สวนตามมาตรา 301 ครั้งนี้ ชี้ให้เห็นว่าแม้แต่กลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหภาพยุโรป หรือออสเตรเลีย ก็ยังถูกสหรัฐฯ ประเมินว่าต้องเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย กรมประมงจึงมุ่งมั่นที่จะใช้สถานการณ์นี้เป็นโอกาสในการยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมประมงไทยทั้งระบบ ให้เป็นประมงที่โปร่งใส ยั่งยืน และเป็นธรรมต่อแรงงาน เพื่อให้สินค้าประมงไทยคงความเป็นที่ยอมรับในระดับสากลและเติบโตได้อย่างมั่นคง” …อธิบดีกรมประมงกล่าว