สธ. แจงสื่อสารนโยบายสุขภาพ มุ่ง ปชช.รู้สิทธิและเข้าถึงบริการ ย้ำใช้งบตามจำเป็น คุ้มค่า โปร่งใส ตรวจสอบได้

รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ชี้แจงข้อสังเกตใช้ “งบบัตรทอง” ผ่าน “เงินบำรุง รพ.” จัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์หรือเปิดตัวนโยบาย ไม่ควรด่วนสรุปว่านำเงินรักษาพยาบาลไปจัดงานหรือเป็นสาเหตุทำให้ รพ.ขาดสภาพคล่อง เพราะรายรับมีหลายแหล่ง แยกวัตถุประสงค์ชัดเจน และการขาดทุนมาจากหลายปัจจัย ย้ำการสื่อสารยังเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยให้ประชาชนรู้นโยบาย เข้าถึงบริการและสิทธิประโยชน์ กำชับทุกหน่วยงานใช้งบอย่างระมัดระวัง สมเหตุสมผล ไม่กระทบภารกิจหลัก พร้อมเปิดรับการตรวจสอบข้อเท็จจริงบนพื้นฐานข้อมูลที่รอบด้าน

วันที่ 3 สิงหาคม 2569 นพ.เอกชัย เพียรศรีวัชรา รองปลัดกระทรวงสาธารณสุขและโฆษกกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงกรณีมีการตั้งคำถามต่อการใช้งบประมาณของหน่วยงานและโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข เพื่อจัดกิจกรรมเปิดตัวหรือประชาสัมพันธ์นโยบายสาธารณสุข โดยเชื่อมโยงว่าเงินบำรุงของโรงพยาบาลส่วนหนึ่งมาจากงบประมาณที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จัดสรร จึงอาจเป็นการนำงบที่ควรใช้รักษาประชาชนไปใช้จัดกิจกรรม ว่า การพิจารณาเรื่องดังกล่าวจำเป็นต้องแยกข้อเท็จจริงเป็นรายโครงการ เนื่องจากงบประมาณและรายรับของหน่วยบริการมีหลายแหล่ง แต่ละแหล่งมีวัตถุประสงค์ หลักเกณฑ์ และอำนาจการใช้จ่ายแตกต่างกัน การระบุว่าเป็นการนำ “งบบัตรทอง” หรือเงินที่ควรใช้รักษาผู้ป่วยไปจัดกิจกรรม จึงไม่ควรสรุปเพียงที่มาของรายรับบางส่วน โดยยังไม่ได้ตรวจสอบวัตถุประสงค์ แผนงาน กระบวนการอนุมัติ และข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วน ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขยืนยันว่า การรักษาพยาบาลประชาชนเป็นภารกิจหลักที่ต้องได้รับความสำคัญสูงสุด ขณะเดียวกันการทำให้ประชาชนรับรู้สิทธิ เข้าใจนโยบาย และเข้าถึงบริการที่รัฐจัดให้ ก็เป็นองค์ประกอบที่สำคัญเช่นเดียวกัน เพราะแม้รัฐจะมีบริการที่ดีเพียงใด แต่หากประชาชนไม่ทราบสิทธิหรือไม่รู้ช่องทางเข้าถึง บริการดังกล่าวก็ไม่อาจเกิดประโยชน์ได้เต็มที่ ตัวอย่างนโยบายสำคัญที่จำเป็นต้องมีการสื่อสารอย่างทั่วถึง ได้แก่ การป้องกันและลดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) การขยายบริการฟอกไตให้ประชาชนเข้าถึงตามสิทธิ การส่งเสริมการบริจาคอวัยวะและร่างกาย การแพทย์ทางไกล (Telemedicine) ที่นำบริการไปถึงบ้านและชุมชน ตลอดจนระบบสุขภาพดิจิทัลและบริการผ่านหมอพร้อม ซึ่งต้องอาศัยความเข้าใจและการมีส่วนร่วมของประชาชน บุคลากร และหน่วยบริการทั่วประเทศ

“การจัดกิจกรรมของกระทรวง เป้าหมายคือการทำให้นโยบายที่เป็นประโยชน์ไปถึงประชาชน เกิดการรับรู้สิทธิ เข้าถึงบริการ และสร้างความร่วมมือในการดูแลสุขภาพ การสื่อสารนโยบายจึงต้องพิจารณาจากผลลัพธ์ที่ประชาชนได้รับ ควบคู่กับความจำเป็นและความคุ้มค่าของงบประมาณ” นพ.เอกชัยกล่าว

นพ.เอกชัยกล่าวต่อว่า กระทรวงสาธารณสุขตระหนักดีว่า ในภาวะที่โรงพยาบาลบางแห่งมีข้อจำกัดด้านสภาพคล่อง สังคมย่อมคาดหวังให้ทุกหน่วยงานใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง จึงได้กำชับให้การจัดกิจกรรมทุกระดับยึดหลักสำคัญ ได้แก่ มีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน เชื่อมโยงกับภารกิจและประโยชน์ของประชาชน ใช้งบประมาณอย่างสมเหตุสมผล เลือกรูปแบบที่ประหยัด และสามารถประเมินผลสัมฤทธิ์ได้ ที่สำคัญต้องไม่กระทบต่อภารกิจรักษาพยาบาลและความพร้อมของหน่วยบริการ การตั้งข้อสงสัยว่าโรงพยาบาลขาดสภาพคล่องเพราะนำเงินไปจัดกิจกรรม จึงควรพิจารณาจากข้อมูลเชิงประจักษ์อย่างรอบด้าน เพราะฐานะการเงินของโรงพยาบาลเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย ทั้งต้นทุนการรักษาที่สูงขึ้น ภาระค่าจ้างบุคลากร จำนวนและความซับซ้อนของผู้ป่วย อัตราและหลักเกณฑ์การชดเชยค่าบริการ ตลอดจนประสิทธิภาพการบริหารจัดการของแต่ละหน่วยบริการ ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขยินดีให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริง และพร้อมเปิดเผยข้อมูลตามกฎหมาย หากพบว่ากิจกรรมใดไม่เป็นไปตามระเบียบ ใช้งบประมาณไม่ตรงวัตถุประสงค์ ไม่เหมาะสม หรือไม่คุ้มค่า จะดำเนินการตรวจสอบและแก้ไขโดยไม่มีข้อยกเว้น พร้อมรับฟังข้อเสนอจากทุกฝ่ายเพื่อนำไปปรับปรุงรูปแบบการดำเนินงานให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

“เงินทุกบาททุกสตางค์ต้องอธิบายได้ว่าใช้เพื่ออะไร ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างไร และดำเนินการถูกต้องหรือไม่ กระทรวงไม่ปฏิเสธการตรวจสอบ แต่ขอให้การตรวจสอบอยู่บนข้อมูลที่ครบถ้วน ไม่เหมารวม และไม่ด่วนสรุปก่อนทราบข้อเท็จจริง รวมถึงยืนยันว่าจะเดินหน้าสื่อสารนโยบายที่จำเป็นต่อสุขภาพของประชาชน โดยปรับรูปแบบให้กระชับ ประหยัด ใช้ช่องทางดิจิทัลและทรัพยากรของทางราชการให้มากขึ้น รวมทั้งกำหนดตัวชี้วัดผลลัพธ์ที่ชัดเจน เพื่อให้การประชาสัมพันธ์ไม่หยุดอยู่เพียงการจัดงาน แต่ต้องนำไปสู่การรับรู้สิทธิ การเข้าถึงบริการ และผลลัพธ์ทางสุขภาพที่ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม” นพ.เอกชัยกล่าว