กรมการแพทย์แผนไทยฯ ชู “ขมิ้นชัน” โมเดลสมุนไพรครบวงจร มุ่งสู่ยาทดแทนยาแผนปัจจุบัน ปูทางอุตสาหกรรมสุขภาพระดับโลก รับ GWS 2026

กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เดินหน้ายกระดับ “ขมิ้นชัน” สู่สมุนไพรเศรษฐกิจต้นแบบ พัฒนาครบวงจรตั้งแต่สายพันธุ์ แหล่งปลูก วิจัย นวัตกรรม จนถึงการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง พร้อมประกาศศักยภาพการแพทย์แผนไทยบนเวที Global Wellness Summit 2026 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ ชู “ขมิ้นชันสุราษฎร์ธานี” สินค้า GI มาตรฐานสากล มีงานวิจัยรองรับประสิทธิผลเทียบเท่ายาแผนปัจจุบัน หลัง “ขมิ้นชัน” ได้รับการบรรจุในบัญชียาหลักแห่งชาติหลายข้อบ่งใช้ ผลักดันจาก “ยาครัว” สู่ “ยารักษา” พร้อมตั้งเป้าใช้ “ขมิ้นชันโมเดล” เป็นต้นแบบยกระดับสมุนไพรไทย เพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการ ขยายตลาด Health & Wellness และหนุนการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในอนาคต

ดร.นพ.พงศธร พอกเพิ่มดี อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เปิดเผยว่า ขมิ้นชัน เป็นภูมิปัญญาคู่สังคมไทยมานาน ปัจจุบันได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีสาร Super Anti-oxidant นำไปสู่การพัฒนาเป็นยาสมุนไพรในระบบสาธารณสุขอย่างเป็นรูปธรรม เช่น ยารักษาโรคระบบทางเดินอาหาร โดยยาแคปซูลขมิ้นชันได้รับการบรรจุใน บัญชียาหลักแห่งชาติ แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นจุกเสียด ยารักษาโรคข้อเข่าเสื่อม องค์การเภสัชกรรมได้พัฒนา สารสกัดขมิ้นชัน Anti-ox® ซึ่งได้รับการบรรจุในบัญชียาหลักแห่งชาติประเภทยาพัฒนาจากสมุนไพร มีข้อบ่งใช้บรรเทาอาการปวดข้อเข่าเทียบเคียงยาแผนปัจจุบัน พร้อมคว้า รางวัลผลิตภัณฑ์สมุนไพรดีเด่นระดับชาติ (Prime Minister Herbal Awards)

ในปีงบประมาณ 2568 ระบบสาธารณสุขไทยมีการสั่งจ่ายยาแคปซูลขมิ้นชันแก้ท้องอืดเฟ้อรวมกว่า 2.17 ล้านครั้ง (คิดเป็น 81.29 ล้านหน่วย มูลค่า 136.13 ล้านบาท) และการสั่งจ่ายสารสกัดขมิ้นชันรักษาข้อเข่าเสื่อมมูลค่ากว่า 1.51 แสนบาท สะท้อนถึงการพัฒนาสมุนไพรจากงานวิจัยสู่การใช้จริงและสามารถลดการพึ่งพายาเคมี

ดร.นพ.พงศธร กล่าวเพิ่มเติมว่า ในมิติวัตถุดิบ ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกขมิ้นชันกระจายใน 67 จังหวัด โดยมีแปลงมาตรฐาน GAP ใน 28 จังหวัด และมีไฮไลต์สำคัญคือ “ขมิ้นชันสุราษฎร์ธานี” ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ ทางภูมิศาสตร์ (GI) เนื่องจากสภาพพื้นที่ส่งผลให้สะสมสารสำคัญกลุ่มเคอร์คูมินอยด์ (Curcuminoids) ได้สูงเป็นพิเศษ

ทั้งนี้ กรมการแพทย์แผนไทยฯ ยังเตรียมเชื่อมโยงข้อมูลเกษตรกรกับโรงงานผลิตยาสมุนไพรมาตรฐาน GMP ผ่านระบบ Traceability (ตรวจสอบย้อนกลับ) เพื่อสร้างความมั่นใจในคุณภาพวัตถุดิบตลอดห่วงโซ่อุปทาน

ด้าน นพ.อำพล เวหะชาติ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ระบุว่า สถาบันวิจัยการแพทย์แผนไทยฯ ส่งเสริมการพัฒนาขมิ้นชันใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการคัดกรอง เช่น การถอดรหัสพันธุกรรม DNA Barcoding, การตรวจเอกลักษณ์ทางเคมี HPLC Fingerprint การวิเคราะห์ปริมาณสารสำคัญทั้ง 3 ชนิด ได้แก่ Curcumin, Demethoxycurcumin และ Bisdemethoxycurcumin

นอกจากนี้ หลักฐานเชิงประจักษ์จากการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบและการวิเคราะห์เชิงอภิมาน (Systematic Review & Meta-analysis) สนับสนุนอย่างชัดเจนว่า สารสกัดขมิ้นชันมีประสิทธิผลในการบรรเทาอาการปวด และช่วยเพิ่มสมรรถภาพการเคลื่อนไหวในผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมได้ในระดับใกล้เคียงกับยาแก้อักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) ขณะเดียวกันยังพบว่ามีผลข้างเคียงต่อระบบทางเดินอาหารน้อยกว่าอย่างมีนัยสำคัญ จึงนับเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ ในการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม

กรมการแพทย์แผนไทยฯ ตั้งเป้าใช้ “ขมิ้นชันโมเดล” เป็นต้นแบบในการขับเคลื่อนสมุนไพรเศรษฐกิจชนิดอื่นๆ ของไทย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ ขยายโอกาสในตลาด Health & Wellness ระดับสากล และรองรับการเติบโตของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในอนาคต