วธ. จับมือมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ ร่วมผลิตมหาบัณฑิต – ดุษฎีบัณฑิตด้านวัฒนธรรมสร้างสรรค์ ผนึกกำลังปั้นบุคลากรวัฒนธรรมรุ่นใหม่ ต่อยอดมรดกวัฒนธรรม ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทย

วันที่ 22 กรกฎาคม 2569 นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม และรองศาสตราจารย์สุพรรณ สุดสนธิ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการระหว่างสำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรมกับมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ เพื่อร่วมพัฒนาและบริหารหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา รวมทั้งส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ด้านศิลปะการแสดง วัฒนธรรม และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยมีนางสาวฐิต์ณัฐ สมบัติศิริ ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม ผู้ช่วยศาสตราจารย์มัลลิกา นาจันทอง คณบดีคณะศิลปศาสตร์ นางจริญญา จักรกาย ผู้ช่วยปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ตลอดจนข้าราชการและผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วมพิธี ณ ห้อง Gallery 2–3 หอศิลป์แห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม

นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยว่า ความร่วมมือครั้งนี้มุ่งสนับสนุนการจัดการศึกษาหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิตและหลักสูตรศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาศิลปะการแสดงและวัฒนธรรมสร้างสรรค์ ซึ่งมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์จัดทำขึ้นเพื่อผลิตบุคลากรที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญ สามารถนำทุนทางวัฒนธรรมไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาชุมชน สังคม และประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ สำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรมจะสนับสนุนข้อมูล องค์ความรู้ เครือข่ายทางวัฒนธรรม แหล่งเรียนรู้ ตลอดจนบุคลากรและผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะการแสดงและวัฒนธรรม เพื่อร่วมดำเนินงานด้านวิชาการ การวิจัย การจัดการเรียนการสอน และการให้คำปรึกษาตามความเหมาะสม ขณะที่มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์จะรับผิดชอบการพัฒนาและบริหารหลักสูตร การจัดการเรียนการสอน การวิจัย และการบริการวิชาการให้เป็นไปตามมาตรฐานการอุดมศึกษา

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายจะร่วมส่งเสริมการวิจัยและนวัตกรรม การพัฒนาองค์ความรู้ การจัดกิจกรรมทางวิชาการและวัฒนธรรม การเผยแพร่ผลงาน และการแลกเปลี่ยนบุคลากรและทรัพยากร รวมถึงนำองค์ความรู้ไปบริการชุมชนและสังคม โดยเฉพาะการเชื่อมโยงองค์ความรู้ระดับอุดมศึกษากับภูมิปัญญาและมรดกวัฒนธรรมในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ปลัดก วธ. กล่าวว่า ความร่วมมือดังกล่าวสอดคล้องกับพันธกิจของกระทรวงวัฒนธรรมในการอนุรักษ์ สืบสาน และต่อยอดมรดกวัฒนธรรมของชาติ รวมถึงนโยบายเรือธง 5C+1 ภายใต้แนวคิด “ไทไทย : พลังวัฒนธรรม สร้างสุข สร้างอนาคต” ซึ่งมุ่งนำทุนทางวัฒนธรรมมาสร้างคุณค่าและมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างยั่งยืน

“บันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการฉบับนี้มีกำหนดระยะเวลา 5 ปี นับตั้งแต่วันลงนาม โดยทั้งสองฝ่ายจะร่วมจัดทำแผนปฏิบัติงาน ติดตาม และประเมินผลการดำเนินงาน เพื่อให้ความร่วมมือเกิดผลสัมฤทธิ์ และเป็นประโยชน์ต่อการอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น และอัตลักษณ์ของชุมชน ควบคู่กับการพัฒนาต่อยอดองค์ความรู้และนวัตกรรม เพื่อยกระดับศักยภาพทางเศรษฐกิจ สร้างคุณค่าและมูลค่าเพิ่มแก่ชุมชน อันนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนและเสริมสร้างความมั่นคงให้แก่ประเทศชาติต่อไป“ นายประสพ กล่าว