NCD Ecosystem Forum 2026 เปิดเวที Inspiration Talk แลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ขับเคลื่อนงานสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เศรษฐศาตร์พฤติกรรม สร้างแรงจูงใจ กลไกการเงินการคลัง จาก 8 จังหวัด 1 สถานประกอบการ รวม 9 พื้นที่ตัวอย่าง พบกลเม็ดหลากหลาย กิจกรรมมากมาย ตอกย้ำการสร้าง NCDs Ecosystem ช่วยปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ลดปัญหาได้จริง
เวทีเสวนาหัวข้อ NCDs Inspiration Talk ภายในงาน NCD Ecosystem Forum 2026 “Healthy Public Space for All: พื้นที่สาธารณะเพื่อสุขภาวะสำหรับทุกคน” ที่สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ร่วมกับสถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และภาคีเครือข่าย จัดขึ้นระหว่างวันที่ 16-17 ก.ค. 2569 ได้ฉายภาพการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs Ecosystem) ของพื้นที่ตัวอย่าง 8 จังหวัด 1 สถานประกอบการ ที่จะนำไปสู่การรับมือกับ NCDs ได้อย่างยั่งยืน

นางทิพวันย์ เฑียรฆโรจน์ สาธารณสุขอำเภอห้วยกระเจา จ.กาญจนบุรี กล่าวถึงการขับเคลื่อน “Move Together ลด NCDs กาญจนบุรี” ซึ่งผนึกกำลัง 29 องค์กรภาคีเครือข่ายภายใต้กลไกสมัชชาสุขภาพจังหวัด ดำเนินการในพื้นที่นำร่อง 3 ส่วน (setting) ได้แก่ 1. ระดับสถานศึกษา คือมหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี 2. ระดับอำเภอ คือ อ.ห้วยกระเจา 3. ระดับตำบล คือ ต.หนองตากยา พบว่าการสร้าง NCDs Ecosystem ส่งผลให้ผลลัพธ์ทางสุขภาพดีขึ้น ค่าดัชนีมวลกาย (BMI) และเส้นรอบเอวลดลงอย่างชัดเจน
สำหรับการดำเนินงานของ อ.ห้วยกระเจา ขับเคลื่อนงานผ่านคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.) ทั้งที่โรงเรียน วัด ชุมชน ร้านค้า โดยมี พชอ. เป็นผู้กำหนดนโยบาย และส่งผ่านคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับตำบล (พชต.) 4 ตำบล ร่วมขับเคลื่อนต่อ มีการสอดแทรกเรื่อง NCDs เข้าไปในทุกกิจกรรมและนโยบายของอำเภอ
ตัวอย่างกิจกรรม อาทิ พชต.สระลงเรือ มีนวัตกรรมกระเป๋าสุขภาพ กิจกรรม Line Dance ผู้สูงอายุ 4 วันต่อสัปดาห์ พชต.ห้วยกระเจา มีโมเดลมะนาวลดความดัน & โครงการเบาหวานระยะสงบ ขยับกาย 16.00 น. ก่อนเลิกงาน พชต.วังไผ่ มีนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (นายก อบต.) เป็นบุคคลต้นแบบด้านสุขภาพ มีแนวคิดให้โบนัสแก่พนักงานที่ลดน้ำหนักได้ รณรงค์ลดหวานมันเค็ม พชต.ดอนแสลบ มีการตรวจัดกรองเจาะเลือดในโรงเรียนผู้สูงอายุ ฯลฯ
นอกจากนี้ ยังมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยเริ่มจากผู้นำชุมชนและอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) รวม 900 ราย ซึ่งในระยะเวลา 6 เดือน พบว่าผู้นำชุมชนรอบเอวลดลง 47% ขณะที่ อสม. ลดลง 37% ขณะที่การดำเนินการในโรงเรียน มีการเพิ่มกิจกรรมทางกายและปรับเปลี่ยนอาหาร การดำเนินการในร้านค้า มีนโยบายเครื่องดื่มอ่อนหวาน มีร้านค้าสมัครใจปรับสูตรลดน้ำตาล เกิดร้านเครื่องดื่มทางเลือก 24 ร้านในอำเภอ การดำเนินการในวัด มีการให้ความรู้ เพิ่มกิจกรรมทางกายตามธรรมวินัย และรณรงค์ตักบาตรด้วยอาหารสุขภาพ

ดร.ปรีชวิชญ์ พรมจักร หัวหน้ากลุ่มงานควบคุมโรคไม่ติดต่อ สุขภาพจิตและยาเสพติด สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดน่าน (สสจ.น่าน) กล่าวถึงการขับเคลื่อน “ฮ่วมแฮงฮ่วมใจ๋ จัดการภัย NCDs จังหวัดน่าน” โดยระบุว่า แม้ที่ผ่านมาจะมีการดำเนินการหลากหลายอย่าง อาทิ ทำมาตรการทางสังคม ลดหวานมันเค็ม ทำข้อบัญญัติชุมชน ชุมชนลดเค็ม อาหารสุขภาพ ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในงานต่างๆ แต่ก็ยังพบผู้ป่วย NCDs รายใหม่ และพบในผู้ป่วยรายเก่ายังไม่สามารถควบคุมอาการได้ ในปี 2568 จึงได้ทำงานร่วมกับ สช. โดยใช้กลไก 3:5:5 และเกิดเป็น 7 เสาหลักพลังผสานจัดการโรค NCDs อย่างยั่งยืน ได้แก่ 1. ชุมชน รากฐานการดูแลตัวเอง 2. ภาคสาธารณสุข จัดบริการ 3. ภาคประชาสังคม ขับเคลื่อนและเชื่อมประสาน 4. ภาคีรัฐ ร่วมขับเคลื่อนนโยบาย 5. สถาบันวิชาการ สนับสนุนองค์ความรู้และนวัตกรรม 6. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น บริหารทรัพยากรเพิ่มเติม 7. เอกชน ร่วมลงทุนและสนับสนุน
ดร.ปรีชวิชญ์ กล่าวว่า ได้ใช้กลไกสมัชชาสุขภาพเชื่อมภาคีและองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เป็นฐานในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อกิจกรรมทางกาย และทำให้การเลือกสุขภาพดีเป็นวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ โดยมีการจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) สร้าง NCDs Ecosystem ในระดับจังหวัด พร้อมกำหนดพื้นที่ต้นแบบ 3 setting ได้แก่ 1. โรงเรียนจุมปีวนิดาภรณ์ เทศบาลเมืองน่าน 2. ชุมชนรัชดา 3. โรงพยาบาลทุ่งช้าง ซึ่งหลังจากการดำเนินกิจกรรมใน 3 setting ได้เกิดเป็นกระแสและขยายต่อทั้งในระดับอำเภอ และจังหวัด จนเกิดเป็นกิจกรรมอื่นๆ ที่ดำเนินการโดยกลุ่มจิตอาสา ภาคธุรกิจ และหน่วยงานอื่นๆ อาทิ การจัดแอโรบิคแดนซ์ กิจกรรมวิ่งแลกกาแฟ หรือคลินิกเสริมความงามที่จัดกิจกรรม”วิ่งแลกดั้ง” แลกส่วนลดในการเสริมซิลิโคนจมูก โดยให้แฟนช่วยวิ่งได้ ฯลฯ

นายรอซีดี เลิศอริยะพงษ์สกุล ประธานสมัชชาสุขภาพจังหวัดยะลา กล่าวถึงการสร้าง NCDs Ecosystem ใน จ.ยะลา โดยใช้หลักการ 2 ส. 1 ป. ในการดำเนินการ เริ่มต้นจากหน่วยงานองค์กรระดับจังหวัด 39 หน่วยงานเริ่มต้น “ส.-สาน” สานพลังเพื่อสร้างความเข้าใจในการสร้าง NCDs Ecosystem และทำ MOU เป็นข้อตกลงและฉันทมติร่วมกัน จากนั้นแต่ละหน่วยงานก็จะมีมาตรการภายในของตัวเองในการสร้าง Ecosystem และลด NCDs เช่น เพิ่มกิจกรรมทางกาย งดใช้ลิฟท์ในบางช่วงเวลาเพื่อให้คนใช้บันได
พร้อมกันนี้ ยังมีการ “ส.-สร้าง” สร้างสภาพแวดล้อมทางสังคมและชุมชน โดยเน้น 3 เรื่อง ได้แก่ 1. ร้านน้ำอ่อนหวาน 2. ร้านอาหารเมนูสุขภาพ 3. ผักปลอดภัย ซึ่งปัจจุบันมีกว่า 700 ครัวเรือนที่ปลูกผักเองและมีการส่งขายในพื้นที่ นอกจากนี้ยังมีการขับเคลื่อน “Park Run สร้างสุข” ที่ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบหลัก คือ 1. กายบริหาร 20 นาที 2. เดิน 2-5 กิโลเมตร ซึ่งเน้นไปที่การเดินดูสภาพชุมชน บางเส้นทางมีผัก-สมุนไพร ซึ่งประชาชนสามารถเดินเก็บมากินได้ 3. รับประทานอาหารเช้าร่วมกัน 4. แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันว่าระหว่างที่เดินนั้นเจอปัญหาอะไรในชุมชนบ้าง และเราจะแก้ปัญหานี้ร่วมกันอย่างไร ตลอดจนวิธีดูแลสุขภาพของแต่ละคน โดยกิจกรรม “Park Run สร้างสุข” นี้จะใช้เวลาราว 2-3 ชั่วโมง ในแต่ละสัปดาห์ ขณะนี้ มีหลายท้องถิ่นนำกระบวนการเดินในชุมชนไปสานต่อโดยต่อยอดด้วยการใช้งบกองทุนหลักประกันสุขภาพท้องถิ่น (กปท.) เข้ามาทำให้เกิดความยั่งยืน และสุดท้ายคือ “ป.-ปรับ” ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อลด NCDs

ดร.สงัด เชื้อลิ้นฟ้า เลขานุการสมัชชาสุขภาพจังหวัดมหาสารคาม กล่าวถึงการใช้ธรรมนูญจังหวัดเข้ามากระบวนการขับเคลื่อนงานด้าน NCDs โดย จ.มหาสารคาม มีปัญหาเรื่อง NCDs และผู้สูงอายุ ซึ่งทั้งสองปัญหานี้มีความสัมพันธ์กัน ต้องการให้มีนโยบายสาธารณะระดับจังหวัดที่ได้รับการยอมรับจากทุกฝ่ายเข้ามาใช้แก้ไข จึงใช้กระบวนการจัดทำธรรมนูญสุขภาพจังหวัดขึ้น
ทั้งนี้ ในอดีตคณะกรรมการสมัชชาสุขภาพจังหวัดจะดำเนินการโดยภาคส่วนที่อยู่นอกราชการ Non-Health sector แต่เมื่อเป้าหมายคือการผลักดันตัวชี้วัดด้านสุขภาพเข้าไปในแผนพัฒนาจังหวัดโดยมี NCDs เป็นประเด็นขับเคลื่อน และเมื่อต้องการทำให้เกิดเป็นนโยบายสาธารณะระดับจังหวัด จึงมีการปรับเปลี่ยนคณะกรรมการฯ โดยมี ผวจ. เป็นประธาน มีรองคนที่หนึ่งเป็นภาคประชาสังคม และรองคนที่สองเป็นกระทรวงสาธารณสุข คือ นายแพทย์ สสจ. และได้ประกาศให้ NCDs เป็นส่วนหนึ่งในวาระพัฒนาคุณภาพชีวิตและจังหวัด และขับเคลื่อนร่วมกับ พชอ.
ในปี 2568 จึงมีการจัดทำธรรมนูญจังหวัดมหาสารคาม ประเด็น “การส่งเสริม ป้องกัน และลดภัย NCDs” เกิดเป็นมาตรการ 3 อ. 4 ส. คือ อาหารดี ออกกำลังกาย อารมณ์ดี และ ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มสุรา สิ่งแวดล้อมดี สังคมอบอุ่น และมีการแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อน โดยมีเป้าหมายในปี 2569 ตำบลเป้าหมาย 40 ตำบลนำร่อง ให้มีธรรมนูญฯ ตำบล อย่างครอบคลุม และในปี 2569 ยังมีการจัดทำธรรมนูญจังหวัดฯ ประเด็น “จังหวัดมหาสารคาม พร้อมรับสังคมสูงวัย ปี 2569” ขึ้นด้วย

นายอภิเดช บุญล้อม ประธานคณะทำงาน NCDs จ.ตราด กล่าวถึงการขับเคลื่อน “5 ดีวิถีตราด” โดยระบุว่า จ.ตราด พบแนวโน้มของผู้ป่วยและผู้มีความเสี่ยง NCDs เพิ่มขึ้น ประชาชนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ในกลุ่มเด็กและเยาวชนพบภาวะอ้วน ขาดกิจกรรมทางกาย บริโภคอาหารรสจัด โดยเฉพาะรสเค็มและหวาน ร้านค้าและโรงอาหารยังขาดทางเลือกอาหารเพื่อสุขภาพ จึงได้เลือก ต.ตะกาง ซึ่งมีทุนทางสังคมที่ดี มีสมัชชาจังหวัด พชต. อสม. อปท. ฝ่ายปกครอง และสถานศึกษาที่เข้มแข็ง มาเป็นพื้นที่นำร่องในการสร้าง NCD Ecosystem
ทั้งนี้ เป้าหมายของพื้นที่ต้นแบบมี 3 ระดับ ได้แก่ 1. ระดับพฤติกรรม 2. ระดับสภาพแวดล้อมในโรงเรียน โรงอาหาร ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และร้านค้าในชุมชน 3. ระดับระบบ เกิดกลไกความร่วมมือ ตลอดจนระบบฐานข้อมูล และการจัดทำธรรมนูญสุขภาพ ต. ตะกาง “จาก 5 ดีวิถีตะกาง สู่ 6 เสาหลักเวชศาสตร์วิถีชีวิต : ปรับวิถีชีวิตชาวตะกาง ห่างไกลโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs)”
ในส่วนมาตรการหลักในการดำเนินการ ประกอบด้วย 1. ลดการเข้าถึงสินค้าทำลายสุขภาพ 2. เพิ่มการเข้าถึงสินค้าสุขภาพ 3. สร้างสภาพแวดล้อมเอื้อต่อสุขภาพ 4. สร้างความรอบรู้และควบคุมสื่อ 5. ส่งเสริมวิถีชีวิตสุขภาพ โดยมีรูปธรรม อาทิ การจัดมุมสุขภาพในโรงอาหาร การสวมเสื้อกาวน์ของหมอน้อย สะกิดพฤติกรรมเพื่อนๆ และผู้ปกครองในการเลือกทานอาหาร ตลอดจนการสนับสนุนงบประมาณจัดซื้ออุปกรณ์ตรวจวัดความเค็ม (Salt Meter) โดยท้องถิ่นเพื่อมอบให้สถานศึกษา และจัดสรรงบประมาณ กปท. เพื่อสนับสนุนเมนูอาหารกลางวันเพื่อสุขภาพ และมอบรางวัลหรือเกียรติบัตรแก่ร้านค้าต้นแบบลดเค็ม
จากการดำเนินการพบว่า อาหารกลางวันของโรงเรียนและศูนย์พัฒนาเด็กเล็กใน ต.ตะกาง 100% มีการควบคุมปริมาณค่าความเค็มผ่านเครื่อง Salt Meter เกิด MOU และมาตรการชุมชนที่ได้รับการขานรับจากร้านค้าและผู้ประกอบการอาหารรอบสถานศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม
การจัดการขยะ “5 ดี วิถีตราด” เชื่อมโยงสู่ NCD Ecosystemขยะรีไซเคิล: เปลี่ยนขยะเป็นคุณค่า
และสวัสดิการชุมชน ชุมชนรวบรวมขยะรีไซเคิลจากสมาชิกและส่งขายให้โรงงานรีไซเคิลขนาดใหญ่โดยตรง รายได้นำกลับมาหมุนเวียนเป็นสวัสดิการและทุนในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของครัวเรือนและชุมชน ตัวอย่างกิจกรรม ได้แก่
- “ล้าง–ร้อย–แลก” นำถุงแกงและถุงหิ้วที่เกิดจากการจับจ่ายใช้สอยมาล้าง ตากให้แห้ง และรวบรวมเพื่อนำมาแลกไข่ โดยถุงพลาสติก 1 กิโลกรัม แลกไข่ได้ 1 ฟอง
- “วิถีแลกขวัญปันสุข” นำขวดน้ำและพลาสติกมาแลกเป็นเงินฝากเข้าบัญชีของสมาชิก
- “ธนาคารขยะชุมชน” บริหารจัดการโดยคนในชุมชน ทำให้ขยะกลายเป็นเงินออมและทุนสวัสดิการ ปัจจุบันมีเงินหมุนเวียนสะสมหลายแสนบาท
ขยะอันตรายและขยะติดเชื้อ: จัดการปลอดภัย ลดความเสี่ยงต่อสุขภาพ ขยะอันตราย เช่น หลอดไฟ ถ่านไฟฉาย ขวดบรรจุสารเคมี และผ้าอ้อมสำเร็จรูปของผู้ป่วย จะถูกคัดแยกไว้ในจุดจัดเก็บเฉพาะของหมู่บ้าน ก่อนที่เทศบาลตำบลจะรวบรวมและส่งต่อไปยังศูนย์กำจัดขยะอันตรายและสิ่งปฏิกูลของจังหวัดตราด เพื่อกำจัดอย่างถูกต้องตามมาตรฐาน ป้องกันสารพิษปนเปื้อนในดิน แหล่งน้ำ และห่วงโซ่อาหาร

ภญ.พัชราวรินทร์ วริวงค์ เภสัชกรชำนาญการ สังกัดกลุ่มงานคุ้มครองผู้บริโภคและเภสัชสาธารณสุข สสจ.หนองบัวลำภู กล่าวถึงการขับเคลื่อน “คนหนองบัว พาข้าวปลอดภัย ใส่ใจอาหาร ลด หวาน มัน เค็ม” ผ่านการพัฒนานโยบายสาธารณะ โดยระบุถึงการเก็บข้อมูลพบพฤติกรรมการบริโภคเค็มที่สอดคล้องกับอัตราผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังรายใหม่สูงเป็นอันดับ 2 ของประเทศ ซึ่งจากสถานการณ์พบว่าการดำเนินงานภาคสาธารณสุขเพียงอย่างเดียวคงไม่พอ จำเป็นต้องชักชวนหน่วยงานอื่นๆ เข้ามาร่วมด้วย จึงใช้เวทีสมัชชาสุขภาพจังหวัดขับเคลื่อน โดยมุ่งเน้นไปที่เรื่องการเลือกบริโภคอาหารที่เหมาะสม และนำมาสู่การประกาศวาระ จ.หนองบัวลำภู “คนหนองบัว พาข้าวปลอดภัย ใส่ใจอาหาร ลดหวาน มัน เค็ม”
สำหรับกิจกรรมที่ดำเนินการ อาทิ การจัดประกวดอาหารว่างและเครื่องดื่มปลอดภัย (Healthy Break) ไม่เกิน 150 กิโลแคลลอรี่ และถูกนำไปขยายต่อใช้จริงในส่วนราชการ ตลอดจนเปิดพื้นที่ในการพูดคุยแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และในปี 2570 ได้รับงบประมาณในแผนพัฒนาจังหวัดเพื่อดำเนินการใน 3 โครงการ ได้แก่ พัฒนาร้านอาหารปลอดภัย พัฒนาผลิตภัณฑ์น้ำปลาร้าต้มสุกปรุงสำเร็จ และโครงการหนองบัวลำภู เมืองแห่งการสร้างสภาวะแวดล้อมเพื่อลด NCDs เพื่อสร้างพื้นที่นำร่องชุมชนที่มี NCDs Ecosystem ในส่วนที่จะดำเนินการต่อ คือการแปลงวาระจังหวัดให้เข้าไปสู่การขับเคลื่อนในระดับพื้นที่ในทุกๆ พื้นที่ เพื่อเกิดรูปธรรมในการปฏิบัติจริง
หนึ่งในนั้นคือโครงการที่ให้สำนักงานสาธารณสุขอำเภอ (สสอ.) เป็น Learning hub ขับเคลื่อนลดหวานมันเค็ม โดยมี สสจ. เป็นเจ้าของโครงการ เปิดให้ อสม. เข้ามาเรียนรู้และทำหน้าที่เป็น NCDs Coach ประชาชนในพื้นที่ 1:3 และถ่ายทอดองค์ความรู้ออกไปเรื่อยๆ ซึ่งจะทำให้เกิดรูปธรรมในระดับอำเภอมากขึ้น พร้อมกับการทำงานร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ที่รับถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) มา 100% แล้ว โดย อบจ. ได้กำหนดประเด็นลดหวานมันเค็มเป็น Flagship และทุกๆ รพ.สต. จะต้องดำเนินการลด NCDs

พว.สุจิตรา สังข์เพชร ผู้อำนวยการ รพ.สต.บ้านเชี่ยวหลาน-ไกรสร จ.สุราษฎร์ธานี กล่าวถึงการขับเคลื่อน “ตำบลสุขภาวะด้วย อ.อาหาร” ที่เริ่มต้นจากฐานคิดคือปรับก่อนป่วย และจัดทำให้เกิดระบบบริการปฐมภูมิแบบองค์รวม ออกแบบดูแลผู้ป่วยแบบไร้รอยต่อ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ โดยได้ทำ Service Design ได้แก่ Promotion Service ด้วยกลไก อสม. และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้วยเวชศาสตร์วิถี Prevention Service รักษากลุ่มเสี่ยงลดการเกิดรายใหม่ Remission Service ต้องลดยา หยุดยาได้ ลดน้ำหนัก ลดค่าใช้จ่าย Restoration Service กรณีมีภาวะแทรกซ้อนแล้ว ต้องไม่แทรกซ้อนมากขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีการบูรณาการระบบสุขภาพในพื้นที่ร่วมกับภาคีเครือข่าย ได้แก่ 1. อาหาร มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ปลูกผักสุขภาพ ทำเมนูอาหารสุขภาพ ตลาดอินทรีย์ 2. ออกกำลังกาย ชวนคนมาวิ่ง เน้นขยับให้เหมาะสมกับสภาพร่างกาย 3. อุบัติเหตุลดลง การเข้าถึงบริการทางการแพทย์ฉุกเฉิน 4. อโรคยา ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อป้องกันโรค/สมุนไพรปรับโรค 5. อนามัยสิ่งแวดล้อม การจัดการสิ่งแวดล้อมให้เอื้อต่อสุขภาพ
สำหรับการใช้อาหารสู่การจัดการตำบลสุขภาวะนั้น มีข้อตกลงคือ 1. คนในตำบลเขาพังทุกคน ทุกช่วงวัยเข้าถึงเมนูสุขภาพ มีพฤติกรรมบริโภคอาหารเพื่อลดการเกิดโรคตามหลักโภชนาการ 2. ทุกชุมชนมีแปลงผักสุขภาพ ผ่านเกณฑ์มาตรฐานเพื่อสร้างความมั่นคงมิติเศรษฐกิจให้กับทุกคนในชุมชน 3. คนในตำบลเขาพังมีกิจกรรมตลาดนัดสุขภาพทุกวันศุกร์ 4. ทุกคืนที่ 3 ของงานบำเพ็ญกุศลศพ ในทุกชุมชนในตำบลเขาพังเป็นเมนูสุขภาพ 5. ทุกส่วนราชการ แหล่งท่องเที่ยว หน่วยงานสนับสนุนในตำบลเขาพังใช้เมนูสุขภาพในการจัดเลี้ยง

นายเชภาดร จันทร์หอม สมัชชาสุขภาพจังหวัดตรัง กล่าวถึงการขับเคลื่อนงาน NCDs ในกลุ่มพระสงฆ์ โดย จ.ตรัง เข้าสู่การเป็นสังคมสูงวัยสมบูรณ์ตั้งแต่ปี 2568 ทำให้เห็นปัญหา NCDs ชัดขึ้น โดย 1 วัน มีคนตรังป่วยเป็นความดันเพิ่มขึ้น 31 คน เบาหวาน 21 คน ซึ่งสถานการณ์ในกลุ่มพระสงฆ์ก็เป็นทิศทางเดียวกัน ข้อมูลปี 2568 มีการคัดกรองสุขภาพพระสงฆ์เกือบ 100% หรือกว่า 900 รูป พบว่า 150 รูป มีปัญหาสุขภาพ อีกประมาณ 125 รูป อยู่ในกลุ่มเสี่ยง จึงนำข้อมูลนี้ไปถวายพระสงฆ์เพื่อให้คุ้นเคยกับข้อมูลและมีความเข้าใจ NCDs มากขึ้น
สำหรับจุดเน้นที่เข้าไปทำงานร่วมกัน 2 มิติ 1. มิติการปรับสภาพแวดล้อม เพราะวัดมีผู้สูงอายุเข้าไปทำกิจกรรม และพระที่อยู่ในวัดจำนวนหนึ่งก็เป็นผู้สูงอายุ จึงมีการเข้าไปปรับจุดเสี่ยงต่างๆ ในวัด เช่น ทางลาด ห้องน้ำ 2. มิติทางสุขภาพ คือทำให้พระสงฆ์ดูแลสุขภาพและมีบทบาทด้านสุขภาพมากขึ้น โดยขณะนี้คณะสงฆ์กำลังทำเรื่องธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์จังหวัด และมี 27 วัด ที่อยู่ระหว่างการดำเนินการวัดลด NCDs
ทั้งนี้ คณะสงฆ์ถือว่าเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเรื่องการสร้าง NCD Ecosystem แต่ความท้าทายคือจะทำอย่างไรให้ท่านยอมเปิดใจและเห็นความสำคัญ ซึ่งถ้าหากทำสำเร็จมั่นใจว่าการขับเคลื่อนงานจะไปได้ไกลกว่านี้แน่นอน

นางนันทิยา ลิ่วลักษณ์ ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ได้นำเสนอกรณีศึกษาการดำเนินงานของ บริษัท เจ เอซ อุตสาหกรรม ในฐานะภาคเอกชน ที่ได้สร้าง NCD Ecosystem พลิกวงจร “ป่วย–เครียด–หนี้” ในสถานประกอบการ เนื่องจากพบปัญหาวงจรวิกฤตสุขภาพพนักงาน เริ่มด้วยป่วย NCDs เครียดจากการทำงานส่งผลต่อสุขภาพและปัญหาหนี้สิน ส่งผลต่อค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล โดยพฤติกรรมเสี่ยงหลักคืออาหารแปรรูป รสจัด เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ ขาดการออกกำลังกาย คณะผู้บริหารจึงเริ่มต้นแก้ปัญหาด้วยการใช้หลักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมแรงจูงใจการเงินการคลัง และเปลี่ยนสภาพแวดล้อมควบคู่กับการมีกิจกรรมทางสุขภาพ “ทำเรื่องสุขภาพดีให้เป็นเรื่องง่าย” กับการส่งสริมสุขภาพดีด้วย 10 packages อาทิ กิจกรรม เพิ่มกิจกรรมทางกาย สถานประกอบการ เมนู Low Carb Fit มีเฮ การจัดแข่งขันลดน้ำหนัก ชั่งวัดสะบัดโรค โรงอาหารนับคาร์บการติดป้ายปริมาณคาร์บอาหารในโรงอาหาร ตู้สวัสดิการโปร่งใสนับแคล คูปองแต้มความดีแลกกับส่วนลด โครงการก้าวท้าใจ พิชิตออฟฟิศซินโดรม ฝึกจิตใจทำสมาธิ และ การออมเงินและบริษัทสมทบเพิ่ม ฯลฯ
การดำเนินการสามารถสรุปออกมาเป็น 5 มาตรการเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมสู้ NCDs ประกอบด้วย 1. ลดการเข้าถึงของอันตราย (แคมเปญไร้แอลกอฮฮล/บุหรี่พนง.) 2. เพิ่มการเข้าถึงของดี (โรงอาหารนับคาร์บ/เมนู Loe carb) 3. พื้นที่สุขภาวะ (สวนเบิกบาน ผักปลอดสาร ปลูก เก็บ เด็ด แจกฟรี) 4. สร้างความรอบรู้ (ป้ายสื่อตกย้ำจัดเต็มทุกจุดทั่วโรงงาน) 5. กิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ (เสริมสร้างทั้งที่โรงงานและครอบครัวรักการออกกำลังกายปรับพฤติกรรมผ่านทฤษฎี 21 ว้น)
โดยผลลัพธ์แห่งความสำเร็จพบว่า 77% ของผู้เข้าร่วมมีสุขภาพดีขึ้น ลดค่าใช้จ่ายด้านการรักษาของพนักงานลง 16.41% ลดวันลาป่วยของพนักงานลง 10.30% อัตราการลด/เลิกสูบบุหรี่ 16.94% อัตราการลด/เลิกดื่มแอลกอฮอล์ 11.80% ดัชนีมวลกายของผู้ร่วมโครงการลดลง 16.94%

