NCDs ฉีดยาไม่หาย เร่งดันเพิ่มกิจกรรมทางกาย สร้างสภาพแวดล้อมให้เอื้อ พบ ‘เด็กวัยเรียน’ เนือยนิ่งสุด

เวที NCD Ecosystem Forum 2026 วันที่สอง นำเสนอบทบาท-ทิศทางการทำงานของหน่วยงานภาครัฐ ที่มีส่วนสนับสนุนกิจกรรมทางกาย-ลดปัญหาโรค NCDs เน้นย้ำความสำคัญของการกำกับ “ปัจจัยเชิงพาณิชย์” ที่สร้างให้เกิดพฤติกรรมการบริโภคไม่เหมาะสม ชวนภาคส่วนชุมชน-ท้องถิ่น มีส่วนร่วมสร้างระบบนิเวศให้เอื้อต่อการออกกำลังกาย-เล่นกีฬา พร้อมชี้เป้ากลุ่ม “เด็กวัยเรียน” เนือยนิ่งที่สุด เสนอกำหนดเป็นตัวชี้วัดร่วม-บูรณาการทำงาน

เมื่อวันที่ 17 ก.ค. 2569 ภายในวันที่สองของการจัดงาน NCD Ecosystem Forum 2026 “Healthy Public Space for All: พื้นที่สาธารณะเพื่อสุขภาวะสำหรับทุกคน” ซึ่งจัดขึ้นโดยสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ร่วมกับสถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และภาคีเครือข่าย ระหว่างวันที่ 16-17 ก.ค. 2569 ได้มีเวทีแลกเปลี่ยนมุมมอง ข้อเสนอแนะ และแนวทางสนับสนุนเพื่อขับเคลื่อนนโยบายการสร้างพื้นที่สาธารณะเพื่อสุขภาวะสำหรับทุกคน โดยผู้บริหารและตัวแทนจากหน่วยงานระดับชาติ ที่มีบทบาทในการกำหนดนโยบาย สนับสนุนทรัพยากร และสร้างกลไกเชื่อมโยงการดำเนินการจากส่วนกลางสู่พื้นที่

นพ.สุเทพ เพชรมาก เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) เปิดเผยว่า ปัญหาเรื่องของโรคไม่ติดต่อ (NCDs) มีความสำคัญเป็นวาระระดับโลก เพราะทุกคนล้วนเห็นถึงผลกระทบมูลค่ามหาศาล อย่างประเทศไทยเองโรค NCDs ก็คิดเป็นสาเหตุของการป่วยถึง 80-90% เมื่อคนป่วยมากขึ้น โรงพยาบาลแออัด บุคลากรไม่เพียงพอ ภาระค่าใช้จ่ายสูง กลายเป็นวงจรที่จะทำให้ระบบสุขภาพไปต่อไม่รอด ดังนั้นการตัดวงจรนี้ได้มีทางเดียว คือทำอย่างไรให้คนป่วยน้อยลง แต่เรื่องนี้ก็จะยากยิ่งขึ้นเมื่อประเทศเข้าสู่สังคมสูงวัย

นพ.สุเทพ กล่าวว่า สช. เองเป็นหนึ่งในองค์กรที่ถูกคาดหวัง เพราะภายใต้ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 ได้กำหนดบทบาทการทำนโยบายสาธารณะเพื่อวางทิศทางระบบสุขภาพ เมื่อเรื่องนี้เป็นโจทย์ที่ค่อนข้างยาก ในปี 2567 สช. จึงได้ใช้กระบวนการสมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็น เกิดเป็นมติสมัชชาเฉพาะประเด็น การสานพลังสร้างสภาวะแวดล้อมทางกายภาพและสังคมให้เอื้อต่อการลดโรคไม่ติดต่อ (NCD Ecosystem) ที่ภาคีเครือข่ายได้ร่วมกันกำหนดออกมาเป็นมาตรการ 3:5:5 เพื่อสร้างระบบนิเวศของการลดโรค NCDs ที่มีการใช้หลักการเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม กลไกการคลัง และกลไกเครดิตทางสังคม

“หากเป็นโรคติดเชื้อ เราต่อสู้กับเชื้อโรค ฉีดยาเข้าไปฆ่าได้ก็หาย แต่โรค NCDs เชื่อมโยงกับหลายปัจจัย ไม่ว่าพฤติกรรมของผู้คน สภาพแวดล้อม อาหาร ไปจนถึงองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ เรื่องนี้จึงจัดการไม่ง่าย เชื่อว่าแม้ทุกคนมองว่าสุขภาพเป็นเรื่องสำคัญ แต่ในบางครั้งก็อาจมุ่งไปคิดถึงการหารายได้ก่อน ดังนั้นไม่ว่าในระดับประเทศหรือในระดับบุคคล อยากให้มองเรื่องของ Health และ Wealth เป็นสิ่งที่ต้องเดินไปด้วยกันอย่างสมดุล เพราะถ้าเราสุขภาพดีก็ยังมีแรงที่จะไปหารายได้ แต่ถ้าเรามุ่งแต่จะหารายได้ให้เยอะแล้วสุขภาพไม่ดี สุดท้ายก็อาจต้องเอาเงินมาใช้รักษาทั้งหมด” นพ.สุเทพ กล่าว

นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า บางครั้งเราเดินเข้าร้านสะดวกซื้อเพียงเพื่อต้องการซื้อน้ำขวดเดียว แต่กลับออกมาพร้อมกับอาหารหรือขนมมากมายโดยที่ไม่รู้ตัว จึงอยากชวนให้ทุกคนรู้และเข้าใจถึงอิทธิพลของปัจจัยเชิงพาณิชย์กำหนดสุขภาพ (Commercial Determinants of Health: CDoH) เป็นแนวคิดเพื่อให้เรารู้เท่าทันกลไกของภาคธุรกิจ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องมองธุรกิจพาณิชย์เป็นศัตรู แต่คือการมองบนความเข้าใจที่ชัดเจนเพื่อจัดการได้อย่างถูกต้อง เช่นธุรกิจยาสูบที่ถูกกำกับควบคุมอย่างชัดเจน แต่อย่างธุรกิจอาหารเป็นสิ่งที่ต้องมองบนความสมดุล

นพ.ไพโรจน์ กล่าวว่า การควบคุม CDoH ไม่ใช่การต่อต้านหรือขัดขวางธุรกิจ แต่คือการลงทุนเพื่อลดความสูญเสียของแผ่นดิน โดยจากข้อมูลพบว่าทุกๆ 1 บาทที่รัฐจ่ายไปกับการสนับสนุนกิจกรรมทางกาย จะมีผลตอบแทนกลับมาสู่ระบบเศรษฐกิจ 4 เท่า ขณะที่ผลตอบแทนจากการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ 7 เท่า การควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 9 เท่า ส่วนมาตรการควบคุมอาหาร สูงถึง 14 เท่า ดังนั้นการจัดการกับ CDoH จะต้องปรับโครงสร้างทั้งระบบ ตั้งแต่นโยบายหรือมาตรการคลัง ออกกติกากำกับธุรกิจ บังคับใช้ภาษี, ปรับสภาพแวดล้อม ขยายพื้นที่สาธารณะเพื่อสุขภาวะ, เปลี่ยนค่านิยม ควบคุมโฆษณา ลดสื่อบิดเบือน รวมไปถึงการสร้างความเท่าเทียม ทำให้ผลิตภัณฑ์สุขภาพเข้าถึงได้ง่ายสำหรับทุกคน

“การจัดการกับเรื่องนี้ต้องอาศัยพลังความร่วมมือทุกภาคส่วน ตั้งแต่ภาครัฐ ที่ต้องดำเนินนโยบายข้ามภาคส่วน และบังคับใช้นโยบายเพื่อประโยชน์ต่อสุขภาวะ, ภาคธุรกิจเอกชน ต้องปฏิบัติตามมาตรการ พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ลดความเสี่ยง ขยายโมเดลธุรกิจใส่ใจสังคม, ภาควิชาการ รวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์กลไกทางพาณิชย์ วิจัยทางวิทยาศาสตร์เพื่อปกป้องหลักฐานจริงจากการแทรกแซงบิดเบือน ขณะที่ภาคประชาสังคม เราสามารถสร้างเครือข่ายภาคพลเมือง ที่ช่วยกันตรวจสอบอิทธิพลที่ทำลายสุขภาพได้” รองผู้จัดการ สสส. กล่าว

นพ.ปกรณ์ ตุงคะเสรีรักษ์ รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า การกระตุ้นกิจกรรมทางกาย ปัจจุบันเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ภายใต้แผนปฏิบัติการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย พ.ศ. 2571-2575 ที่มีแนวคิด “ทุกขยับนับหมด” บน 4 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ 1. Active Societies สร้างสังคมที่เห็นคุณค่าและสนับสนุนการขยับ 2. Active Environments สร้างสภาพแวดล้อมและสถานที่ที่เอื้อต่อการมีกิจกรรมทางกาย 3. Active People คนไทยทุกช่วงวัยมีกิจกรรมทางกายเพียงพอ 4. Active Systems ระบบและกลไกของประเทศทำงานประสานกันเพื่อส่งเสริมกิจกรรมทางกาย ซึ่งแผนปฏิบัติการนี้จะมีการส่งไปยังสภาพัฒน์ เพื่อให้บรรจุไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 อีกด้วย

“ค่าใช้จ่ายจากโรค NCDs คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจที่สูญเสียไปถึง 1.6 ล้านล้านบาท เราจึงต้องมุ่งกระตุ้นให้เกิด Active Living โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มวัยเด็ก ที่เราพบว่ากลายเป็นกลุ่มวัยที่มีพฤติกรรมเนือยนิ่งมากที่สุด เพราะเขานั่งในห้องเรียนทั้งวัน มีเวลาพักตอนเย็นก็ออกมากินลูกชิ้นทอด ชานม แล้วเรียนพิเศษต่อ กลับถึงบ้านหมดแรงนอน พรุ่งนี้เริ่มใหม่ ฉะนั้นทางแก้ไขทุกภาคส่วนต้องช่วยกัน รวมทั้งในระดับครอบครัวก็ต้องตระหนัก กระตุ้นลูกหลานให้ออกกำลังกาย เล่นกีฬา เพิ่มส่วนสูง เด็กผู้หญิงอยากให้สูงต้องออกกำลังกายตอน ป. 4-6 ก่อนประจำเดือนมา ส่วนเด็กผู้ชายช่วง ม. 1-3” นพ.ปกรณ์ กล่าว

ขณะที่ นายอัชรัฐ ยงทวี ผู้อำนวยการสำนักวิทยาศาสตร์การกีฬา กรมพลศึกษา กล่าวว่า วิสัยทัศน์ของกรมพลศึกษา ต้องการกระตุ้นให้คนไทยออกกำลังกายและเล่นกีฬาเพื่อให้มีสุขภาพดี สอดรับกับเป้าหมายของหลายๆ หน่วยงานในที่นี้ โดยล่าสุดมีการสนับสนุนให้คนในชุมชนรวมตัวกันจัดตั้งชมรมส่งเสริมการออกกำลังกายและเล่นกีฬา ตั้งเป้าในปีแรกให้ทุกตำบลต้องมี 1 ชมรมฯ จากจำนวนทั้งหมด 7,255 ตำบลทั่วประเทศ ปัจจุบันมีการจัดตั้งไปแล้วกว่า 8,000 ชมรมฯ ซึ่งจะเป็นกลไกเครือข่ายที่ช่วยสนับสนุนกิจกรรมทางกายเข้าไปถึงในระดับพื้นที่

“เมื่อกลุ่มวัยเด็กมีกิจกรรมทางกายน้อยมาก ก็ส่งผลให้เด็กไทยมีค่าเฉลี่ยความสูงต่ำมาก หากย้อนไปมองที่ระบบการศึกษา ปัจจุบันชั่วโมงพละในหลายโรงเรียนก็ถูกลดน้อยลงเหลือเพียง 1 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ในขณะที่รูปแบบการสอน แบบให้เด็กเดาะตะกร้อ 50 ครั้งถึงได้เกรด 4 ถ้าทำไม่ได้มันก็ไม่สนุก แล้วทำให้เขาไม่อยากออกกำลังกาย ดังนั้นขณะนี้เองทางกรมฯ ก็มีแนวทางที่จะสอดแทรกกิจกรรมทางกายเพิ่มในชั่วโมงเรียน รวมถึงเปลี่ยน Mindset ครูพละ กระตุ้นให้เด็กมีความชอบออกกำลังกายก่อน มันถึงจะติดตัวไปตลอดชีวิต แต่ถ้าเริ่มต้นไม่ดีเขาก็ไม่อยากออกกำลังกาย และคิดว่าภาคีเครือข่ายเราต้องมีเป้าหมายร่วมกัน เช่นว่าในอีก 5 ปีจากนี้ เด็กไทยจะต้องมีส่วนสูง 180 ซม. พร้อมใช้กลไกต่างๆ เข้าไปในพื้นที่ โดยต่อไปเราอาจมีตัวชี้วัดร่วม ที่จะของบประมาณและบูรณาการทำงานด้วยกันได้” นายอัชรัฐ กล่าว

ด้าน นพ.กฤช ลี่ทองอิน ผู้ทรงคุณวุฒิ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า สปสช. มีกลไกกองทุนหลักประกันสุขภาพระดับท้องถิ่นหรือพื้นที่ (กปท.) ที่สนับสนุนการดำเนินงานด้านสุขภาพในระดับพื้นที่ ซึ่งในเรื่องของการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย แม้เงิน กปท. จะไม่สามารถนำไปใช้กับการสร้างพื้นที่สาธารณะ สร้างสนามกีฬา หรือปรับสภาพแวดล้อมได้โดยตรง แต่เงินจากกองทุนนี้สามารถนำไปใช้ในการจัดกระบวนการหรือกิจกรรมเพื่อเข้ามาใช้พื้นที่สาธารณะในการสร้างเสริมสุขภาพได้ ตัวอย่างเช่น จัดลานแอโรบิก แล้วต้องมีครูสอนนำ ต้องมีเครื่องเสียง ก็สามารถเขียนโครงการเข้ามาขอสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการจ้างครูแอโรบิก จ้างนักวิทยาศาสตร์การกีฬามาให้ความรู้ หรือซื้อวัสดุอุปกรณ์ได้ไม่เกิน 2 หมื่นบาท

นพ.กฤช กล่าวว่า หากขยายการดำเนินการเป็นระดับจังหวัด ก็ยังมีช่องทางกองทุนสุขภาพจังหวัด ที่ สปสช. ได้ประกาศขยายจากเดิมที่ใช้เฉพาะกับการดูแลฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วย ปัจจุบันสามารถทำในเรื่องของการสร้างเสริมสุขภาพได้อีกด้วย จึงอยากเชิญชวนให้พื้นที่ต่างๆ เข้ามาใช้ประโยชน์จากกองทุนเหล่านี้ ซึ่งได้มีการสนับสนุนไปแล้วจำนวนไม่น้อย โดยที่ผ่านมา กปท. ได้มีการอนุมัติงบสนับสนุนโครงการที่เกี่ยวกับโรค NCDs ในปี 2566 จำนวน 249 ล้านบาท, ปี 2567 จำนวน 232 ล้านบาท และปี 2568 จำนวน 242 ล้านบาท