สช. ระดมภาคีเดินหน้าเชิงรุก จัดทำแผนสานพลังฯ ดันขับเคลื่อน 2 มติสมัชชาสุขภาพฯ สู่พื้นที่ “โรค NCDs – สร้างเสริมสุขภาวะเด็กปฐมวัย” เชื่อมความร่วมมือข้ามภาคส่วน ผสานท้องถิ่น-ชุมชน หวังให้เกิดการปฏิบัติที่จับต้องได้จริงใน 2 ปี

เมื่อวันที่ 16 ก.ค. 2569 สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) จับมือกับกรมอนามัย กรมควบคุมโรค กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น Thailand Policy Lab และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง จัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อกำหนดยุทธศาสตร์และจัดทำแผนสานพลังการขับเคลื่อนและติดตามมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์และสาธารณสุข โดยมีตัวแทนจากคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนและติดตามมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์และสาธารณสุข และหน่วยงานภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม เพื่อร่วมกันกำหนดยุทธศาสตร์และแผนสานพลังการขับเคลื่อนและติดตามมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติด้านการแพทย์และสาธารณสุข ระยะ 2 ปี (ปี 2570-2571) จำนวน 2 มติ ที่มุ่งเป้าขับเคลื่อนเชิงรุก ได้แก่ กลุ่มมติโรคไม่ติดต่อ (NCDs) และมติ 9.3 การสร้างเสริมสุขภาวะเด็กปฐมวัยด้วยการบูรณาการอย่างมีส่วนร่วม โดยเน้นการบูรณาการทำงานข้ามภาคส่วนกับท้องถิ่นให้สามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้จริงในระดับพื้นที่
สช.กับบทบาทสานพลัง ดัน 2 มติให้ขับเคลื่อนได้จริง

นพ.อภิชาติ รอดสม รองเลขาธิการ คสช. ประธานการประชุม กล่าวว่า สช. เป็นองค์กรระดับชาติที่มีกลไกและเครื่องมือในการสร้างประโยชน์แก่สังคมในแง่ของการเป็นพื้นที่กลาง ให้ทุกภาคส่วนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนานโยบายสาธารณะจากฐานราก โดยเฉพาะกลไก “สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ” ที่ปัจจุบันได้ก่อให้เกิดนโยบายสาธารณะมากถึง 103 มติ ขณะเดียวกันก็มีกลไกคณะกรรมการขับเคลื่อนและติดตามการดำเนินงานตามมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ (คมส.) ที่คอยติดตามการนำนโยบายเหล่านั้นไปสู่การปฏิบัติจริง ซึ่งทุกมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ล้วนสามารถนำมาใช้ประโยชน์ และนำมาบูรณาการกันเพื่อสร้างระบบนิเวศของการขับเคลื่อนนโยบายด้านสุขภาพให้สมบูรณ์ได้
“การแก้ไขปัญหา NCDs กับสุขภาวะเด็กปฐมวัย เป็นประเด็นสำคัญที่สอดรับกับสถานการณ์ปัญหาด้านโครงสร้างและคุณภาพของประชากรในปัจจุบัน ซึ่งสามารถเดินหน้าไปด้วยกันได้ทั้งหมด ยกตัวอย่างกรณี จ.ตราด มีเครือข่ายที่ประกาศให้เป็นจังหวัดจัดการตนเองแห่งแรกของไทย โดยมีการตั้งคณะทำงาน NCDs ระดับจังหวัด จัดประชุมทุกเดือน พร้อมเชื่อมกับการดูแลเด็กปฐมวัย ปลูกฝังความรู้และพฤติกรรมสุขภาพ มุ่งเน้นการส่งเสริมป้องกันตั้งแต่ยังเป็นเด็กเล็ก…” นพ.อภิชาติ กล่าวและทิ้งท้ายว่า แม้ที่ผ่านมานโยบายเหล่านี้จะมีการพูดคุยกันมาก แต่จะทำอย่างไรให้มติสมัชชาสุขภาพแห่งชาตินำไปสู่แผนหรือยุทธศาสตร์ของการปฏิบัติในระดับพื้นที่ได้จริง สช. จึงพร้อมเดินหน้าสร้างความร่วมมือ และแสวงหาโอกาสให้ทุกหน่วยงานเข้ามาเชื่อมโยงและเติมเต็มร่วมกัน ให้ทุกฝ่ายสามารถช่วยกันสร้างให้เกิดผลลัพธ์ของการปฏิบัติ ที่อาจกลายไปเป็น Policy Lab, Sandbox หรือ Best Practice ถูกขับเคลื่อนในพื้นที่ต่างๆ ต่อไปได้อย่างยั่งยืน
บทบาทเชิงรุกของสองหน่วยงานเจ้าภาพหลักระดับนโยบาย

นพ.กฤษฎา หาญบรรเจิด รักษาการผู้ทรงคุณวุฒิ กรมควบคุมโรค กล่าวว่า ในช่วงระยะหลังที่ผ่านมา จะได้เห็นถึงบทบาทของกรมควบคุมโรคในการสร้างความเข้มแข็งในชุมชน ไม่ว่าจะเป็นการทำโรงเรียนเบาหวาน การเชิญอาจารย์เกษียณมาให้ความรู้ประชาชน เป็น Influencer ในเรื่องของ Lifestyle Medicine ฯลฯ แต่นวัตกรรมเหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากคนในชุมชนไม่รู้ปัญหาของตนเอง ดังนั้น เราต้องทำให้ชุมชนรู้ปัญหาตัวเอง และทำให้เกิด Health Literate Organization ในระดับเล็กสุดนั่นคือ ภายในบ้าน พร้อมการ Decentralize ให้บทบาทท้องถิ่นชุมชนในการแก้ไขปัญหา โดยกระบวนการสมัชชาสุขภาพจะเป็นส่วนที่ทำให้ประชาชนเข้มแข็งขึ้น เช่น NCDs Ecosystem ที่ได้ร่วมกันผลักดันและทำให้เกิดความก้าวหน้าจำนวนมาก

ขณะที่ พญ.วิสารัตน์ ธีระโกเมน รองผู้อำนวยการสำนักโภชนาการ กรมอนามัย กล่าวว่า ทางกรมฯ พร้อมขับเคลื่อนงานร่วมกับภาคีเครือข่าย ตามหลักการของระบบสุขภาพปฐมภูมิ ต้องประกอบด้วย 3 ส่วน คือ 1. หน่วยบริการและบุคลากร ซึ่งเฉพาะเพียงส่วนนี้จะส่งมอบการสร้างเสริมสุขภาพป้องกันโรค ช่วยให้ประชาชนในท้องถิ่นมีสุขภาพดีไม่ได้หากขาด 2. นโยบายและการทำงานหลายภาคส่วน และ 3. ประชาชนและชุมชนที่ได้รับการเสริมพลัง ให้เข้ามามีส่วนร่วมกับการทำงาน ในฐานะผู้ที่รู้บริบทของปัญหาได้ดีที่สุด ดังนั้น การที่จะสร้างระบบนิเวศให้คนไทยไม่ป่วยตั้งแต่ต้นต้องอาศัยทั้งสามองค์ประกอบนี้

พลังการขับเคลื่อนของ “ท้องถิ่น” ที่กินได้และเข้าถึงจริง
นายยุทธนา เจริญภักดี นายกเทศมนตรีตำบลหลุมดิน ในฐานะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (กรรมการผู้แทนจากท้องถิ่น) แลกเปลี่ยนข้อมูลว่า เทศบาลตำบลหลุมดิน จ.ราชบุรี ได้ดำเนินการส่งเสริมในเรื่องพัฒนาการเด็กปฐมวัยตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา โดยมีแนวคิดและนโยบายว่า “เด็กในชุมชนเป็นลูกของนายกเอง” ดังนั้นจะเลี้ยงดูลูกของตัวเองให้ดีได้อย่างไร จึงมีออกแบบกระบวนการชุมชนที่โอบอุ้มการเลี้ยงดูเด็กให้มีคุณภาพชีวิตตั้งแต่อยู่ในท้อง โดยผู้หญิงท้องต้องได้รับการดูแล พร้อมส่งเสริมสวัสดิการต่างๆ เพื่อสนับสนุนการเข้าถึงโภชนาการและการดูแลครรภ์ที่ดี ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อพัฒนาการทางสมองและร่างกายของเด็ก
ขณะที่ นางสาวปราณี รัตนาไกรศรี กรรมการบริการชมรมอาสาสมัครสาธารณสุข ศูนย์บริการสาธารณสุข 45 ร่มเกล้าลาดกระบัง กทม. ได้สะท้อนถึงปัญหาที่เผชิญกับเด็กและเยาวชนติดยาเสพติดภายในชุมชน จึงมีความร่วมมือกับกลไกภาคีเครือข่ายต่างๆ ภายนอกชุมชนในการเดินหน้าพัฒนาสุขภาวะเด็กปฐมวัย ตั้งแต่การมีห้องเรียนพ่อแม่ในโรงเรียน บ่มพลังแม่วัยรุ่น ส่งเสริมพัฒนาการเด็กในชุมชนผ่านกิจกรรมการเล่น พัฒนาต้นแบบบ้านย่ายาย ฯลฯ นำไปสู่ผลลัพธ์ที่จับต้องได้ โดยเด็กที่มีพัฒนาการล่าช้าประมาณ 20% ของเด็กในชุมชนทั้งหมดได้รับการกระตุ้นพัฒนาการและติดตามโดยอาสาสมัครสาธารณสุข กทม.
ด้าน นางมานิดา ทักษิณ ผอ.รพ.สต. บ้านหนองตากยา อบจ.กาญจนบุรี กล่าววถึงสถานการณ์โรค NCDs ในพื้นที่ พบว่า คนกาญจนบุรี 50% มีภาวะอ้วน มีพฤติกรรมการบริโภคอาหารหวาน มัน เค็ม เนือยนิ่ง มีผู้ป่วยโรคอ้วนเสียชีวิตด้วยภาวะแทรกซ้อน ผ่ากระเพาะแล้วกลับมาอ้วนซ้ำอีก ฯลฯ จนเดือน พ.ค. 2568 ผู้ว่าราชการจังหวัดได้ประกาศให้ NCDs เป็นปัญหาเร่งด่วน ขณะที่นายก อบจ. ก็มีนโยบายจัดกระเป๋าเยี่ยมบ้านดิจิทัลเชิงรุก ปลูกฝังแนวคิดสร้างนำซ่อม เริ่มด้วยหลักผู้นำทำก่อน พร้อมกับการเข้าร่วมขับเคลื่อนมติสมัชชาสุขภาพฯ NCDs Ecosystem ที่ทำให้มีภาคีเครือข่ายเข้ามาทำงานมากขึ้น ทั้งหมดล้วนส่งผลเป็นความสำเร็จเชิงประจักษ์ ตั้งแต่ปี 2568 มีผู้ร่วมโครงการลดน้ำหนักสำเร็จ 24% ปี 2569 เพิ่มขึ้นเป็น 34.6% และมีผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่แพทย์สั่งหยุดยาได้
ผ่าโจทย์ใหญ่ของแผนสานพลังฯ และก้าวต่อไป

ดร.ทิพิชา โปษยานนท์ รองเลขาธิการ คสช. กล่าวว่า โจทย์ใหญ่ของแผนสานพลังเพื่อขับเคลื่อนและติดตามทั้งสองมตินี้ จะต้องนำไปสู่ผลลัพธ์ปลายทางที่สะท้อนออกมาว่าคนเป็นโรค NCDs ลดลง และเด็กปฐมวัยมีสุขภาวะที่ดีขึ้น ซึ่งทั้งสองเรื่องเป็นสิ่งที่ดำเนินการโดยองค์กรใดองค์กรเดียวไม่ได้ แต่จะต้องบูรณาการทุกภาคส่วนเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติได้จริงในระดับพื้นที่ ภาคีที่สำคัญจึงเป็น อปท. รวมถึงหน่วยงานรัฐ ส่วนกลาง และทุกภาคส่วนที่จะช่วยกันขับเคลื่อน โดย สช. จะทำการรวบรวมความคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่ได้จากเวทีนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของตัวชี้วัด การกำหนดผลลัพธ์ที่มีความท้าทาย กลยุทธ์หรือมาตรการที่อาจกำหนดเป็นระยะสั้น กลาง ยาวที่ชัดเจน ฯลฯ นำไปหารือพูดคุยร่วมกับ Stakeholder สำคัญของทั้งสองมติ เพื่อที่จะพัฒนายุทธศาสตร์และแผนนี้ให้ชัดขึ้นแล้วผลักดันให้เกิดการปฏิบัติจริงได้ต่อไป
#NCDsEcosystem #355หยุดวงจรNCDs #NCDsEcosystemByสช
#สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ #สช




