วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า ได้รับรายงานจาก นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ถึงความคืบหน้าการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาพื้นที่ทับซ้อนระหว่างแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลานกับพื้นที่ทำกินของประชาชน
ล่าสุด เจ้าของบ้านพักตากอากาศ หรู เข้าดำเนินการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างภายในพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลานด้วยตนเองตามคำพิพากษาศาล นับเป็น รายที่ 2 ของการดำเนินการรื้อถอนโดยสมัครใจ ภายหลังคดีถึงที่สุด โดยสิ่งปลูกสร้างที่อยู่ระหว่างรื้อถอนมีจำนวน 8 รายการ ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 11 ไร่ 3 งาน 28 ตารางวา
คดีดังกล่าวมีจุดเริ่มต้นจากการตรวจปราบปรามของเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติทับลานเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2555 ซึ่งตรวจพบการบุกรุกพื้นที่ป่า ก่อนดำเนินคดีตามกฎหมาย ต่อมาศาลจังหวัดนครราชสีมาได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2567 ให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดออกจากพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลานและพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ พร้อมให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามที่ศาลกำหนด โดยคดีได้ถึงที่สุดแล้ว
ต่อมา เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 ผู้แทนเจ้าของบ้านพักได้ยื่นหนังสือแจ้งความประสงค์ขอเข้ารื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินออกจากพื้นที่ ก่อนเริ่มดำเนินการเมื่อวันที่ 14–15 กรกฎาคม 2569
นายประวัติศาสตร์ จันทร์เทพ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติทับลาน รายงานว่า ปัจจุบันการรื้อถอนมีความคืบหน้าประมาณ 50% และคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในวันที่ 30 กรกฎาคม 2569
ส่วนกรณี อิมภูฮิลล์รีสอร์ท ซึ่งอยู่ระหว่างการรื้อถอนเช่นกัน ขณะนี้มีความคืบหน้าประมาณ 70% โดยความล่าช้าเกิดจากสภาพอากาศที่มีฝนตกต่อเนื่อง
นอกจากนี้ อุทยานแห่งชาติทับลานอยู่ระหว่างเตรียมออกประกาศแจ้งเตือนผู้ประกอบการโรงแรม รีสอร์ต และบ้านพักตากอากาศ 15 ราย ซึ่งกระบวนการทางศาลปกครองได้สิ้นสุดลงแล้ว ให้แจ้งความประสงค์เข้ารื้อถอนสิ่งปลูกสร้างภายใน 15 วัน นับแต่ได้รับทราบประกาศ หากไม่ดำเนินการ อุทยานแห่งชาติทับลานจะเข้าดำเนินการรื้อถอนตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป
นายสุชาติ กล่าวว่า รัฐบาลและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยังคงเดินหน้าตรวจสอบและพิสูจน์สิทธิการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลานตามแนวเขตอุทยานแห่งชาติ ปี 2543 โดยกำหนดให้การพิสูจน์สิทธิของประชาชนในพื้นที่กลุ่มที่ 2 และบางส่วนของกลุ่มที่ 4 แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน เพื่อแยกประชาชนผู้ใช้ประโยชน์โดยสุจริตออกจากผู้บุกรุกเชิงพาณิชย์และกลุ่มนายทุนอย่างชัดเจน อันจะนำไปสู่การคุ้มครองสิทธิของประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิดอย่างเคร่งครัด โปร่งใส รอบคอบ และเป็นธรรม






