วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 เวลา 10.00 น. นายเสกสรร สุขแสง อธิบดีกรมบังคับคดี ร่วมกับคณะผู้วิจัย บริษัท พีเอเอส คอนซัลแทนท์ แอนด์ รีเซิร์ช จำกัด แถลงผลการสำรวจความเชื่อมั่นของประชาชนผู้รับบริการที่มีต่อกระบวนการบังคับคดีประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยผลจากการสำรวจ พบว่า ภาพรวมมีความเชื่อมั่นมากที่สุด ร้อยละ 97.20 ซึ่งยังคงรักษาระดับความเชื่อมั่นภาพรวมในเกณฑ์ระดับมากที่สุดไว้ได้

นายเสกสรร สุขแสง อธิบดีกรมบังคับคดี แถลงว่า ภารกิจหลักของกรมบังคับคดีมีภารกิจด้านการบังคับคดีแพ่ง คดีล้มละลาย การฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ การชำระหนี้ การวางทรัพย์และการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทชั้นบังคับคดี ภายหลังคำพิพากษาเป็นกระบวนการยุติธรรมทางแพ่ง โดยดำเนินการตามขั้นตอนและตามกฎหมายให้ความเป็นธรรม โปร่งใส และอำนวยความสะดวกแก่คู่ความทุกฝ่ายในคดี รวมถึงประชาชนผู้รับบริการตามแผนปฏิบัติราชการ ระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2566-2570) ของกรมบังคับคดี (ฉบับปรับปรุง) และกำหนดยุทธศาสตร์ การปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ โดยมีเป้าหมายเพื่อการทำงานที่มุ่งผลสัมฤทธิ์และผลประโยชน์ส่วนรวมตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างสะดวก รวดเร็ว โปร่งใส พร้อมปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง มีความโปร่งใส ปลอดการทุจริตและประพฤติมิชอบ และกระบวนการยุติธรรมเป็นไปเพื่อประโยชน์ต่อประชาชนและส่วนรวมของประเทศ นอกจากนี้ยังได้มีการประเมินผลการปฏิบัติราชการอย่างสม่ำเสมอ โดยมุ่งเน้นถึงความต้องการและประโยชน์สุขแก่ประชาชน ตลอดจนความพึงพอใจของประชาชนผู้รับบริการเป็นหลักสำคัญ และเพื่อให้เกิดการปรับปรุงและพัฒนาอย่างต่อเนื่องไปสู่การพัฒนาองค์การ โดยสานต่องานเดิมสร้างเสริมงานใหม่ผ่านกลยุทธ์ที่สำคัญ ภายใต้ “นโยบายบริหารราชการ 5 ด้าน” โดยการขับเคลื่อนผ่านกลยุทธ์ 7Gs
ดังนั้น การนำความคิดเห็นจากผู้รับบริการ ผู้มีส่วนได้เสียนำมาพัฒนาปรับปรุงให้เกิดประสิทธิภาพประสิทธิผลของงานราชการและการบริการประชาชน ตลอดจนการสนับสนุนการปรับปรุงการให้บริการดียิ่งขึ้นโดยเน้นประชาชนเป็นหลัก จึงได้มีการสำรวจการวิจัย “โครงการสำรวจความเชื่อมั่นของประชาชนผู้รับบริการที่มีต่อกระบวนการบังคับคดี ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมอบหมายให้ บริษัท พีเอเอส คอนซัลแทนท์ แอนด์ รีเซิร์ช จำกัด เป็นผู้ดำเนินการตามโครงการนี้เพื่อให้การสำรวจมีความเป็นมาตรฐาน น่าเชื่อถือเป็นที่ยอมรับ ตลอดจนมีความเป็นกลาง ปราศจากอคติในการสำรวจจึงมีผู้ประเมินอิสระจากภายนอกเป็นผู้ดำเนินการโครงการฯ
คณะผู้วิจัย บริษัท พีเอเอส คอนซัลแทนท์ แอนด์ รีเซิร์ช จำกัด แถลงว่า การวิจัยสำรวจในครั้งนี้ เป็นการสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับความเชื่อมั่นและความพึงพอใจของกระบวนการบังคับคดีให้ครอบคลุมใน 6 กระบวนการ ได้แก่ (1) กระบวนการบังคับคดีแพ่ง (2) กระบวนการบังคับคดีล้มละลาย (3) กระบวนการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ (4) กระบวนการไกล่เกลี่ข้อพิพาทชั้นบังคับคดี (5) กระบวนการประมูลซื้อทรัพย์และการขายทอดตลาด และ (6) กระบวนการวางทรัพย์ และสำรวจการรับรู้ การใช้และความพึงพอใจของเครื่องมือที่กรมบังคับคดีได้จัดทำขึ้น โดยผลการสำรวจความเชื่อมั่นของประชาชนผู้รับบริการที่มีต่อกระบวนการบังคับคดี ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จากกลุ่มประชากรเป้าหมายจำนวนทั้งสิ้น 3,389 รายทั่วประเทศ การสำรวจครั้งนี้ดำเนินการใช้วิธีการรวบรวมข้อมูล 3 ลักษณะ คือ (1) การสำรวจด้วยแบบสอบถาม (2) การสัมภาษณ์เชิงลึก และ (3) การจัดสนทนากลุ่ม โดยผลการสำรวจของความเชื่อมั่นและความพึงพอใจของประชาชนในภาพรวม มีค่าคะแนนดีขึ้นจากปีที่ผ่านมา สรุปผลการสำรวจได้ดังนี้
ความเชื่อมั่นของประชาชนผู้รับบริการต่อกระบวนการบังคับคดี
▪ ร้อยละ 97.00 มีความเชื่อมั่นต่อกระบวนการบังคับคดีโดยภาพรวม
▪ ร้อยละ 97.40 มีความเชื่อมั่นต่อกระบวนการบังคับคดีแพ่ง
▪ ร้อยละ 95.20 มีความเชื่อมั่นต่อกระบวนการบังคับคดีล้มละลาย
▪ ร้อยละ 96.80 มีความเชื่อมั่นต่อกระบวนการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้
▪ ร้อยละ 98.80มีความความเชื่อมั่นต่อกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทชั้นบังคับคดี
▪ ร้อยละ 96.40 มีความเชื่อมั่นต่อกระบวนการประมูลซื้อทรัพย์และการขายทอดตลาด
▪ ร้อยละ 97.80 มีความเชื่อมั่นต่อกระบวนการวางทรัพย์
ความพึงพอใจของประชาชนผู้รับบริการต่อกระบวนการบังคับคดี
▪ ร้อยละ 88.20 มีความพึงพอใจต่อกระบวนการบังคับคดีโดยภาพรวม
▪ ร้อยละ 88.20 มีความพึงพอใจต่อกระบวนการบังคับคดีแพ่ง
▪ ร้อยละ 88.00 มีความพึงพอใจต่อกระบวนการบังคับคดีล้มละลาย
▪ ร้อยละ 85.80 มีความพึงพอใจต่อกระบวนการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้
▪ ร้อยละ 90.60 มีความพึงพอใจต่อกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทชั้นบังคับคดี
▪ ร้อยละ 88.60 มีความเชื่อมั่นต่อกระบวนการประมูลซื้อทรัพย์และการขายทอดตลาด
▪ ร้อยละ 88.00 มีความพึงพอใจต่อกระบวนการวางทรัพย์
สรุปผลการสำรวจ
ผลการวิจัยสะท้อนว่า ผู้รับบริการมีความเชื่อมั่นต่อการดำเนินงานของกรมบังคับคดี โดยเฉพาะการปฏิบัติงานภายใต้กรอบกฎหมายและหลักธรรมาภิบาล และมีความพึงพอใจต่อการให้บริการของเจ้าหน้าที่ในระดับสูง โดยเฉพาะความสุภาพ ความเอาใจใส่ การให้คำแนะนำ และการอธิบายขั้นตอนอย่างชัดเจน ขณะที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีความเชื่อมั่นในความรู้และความเชี่ยวชาญของบุคลากร นอกจากนี้ กรมบังคับคดียังมีจุดเด่นด้านการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพื่อเพิ่มความสะดวก รวดเร็ว และโปร่งใส ตลอดจนกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทชั้นบังคับคดี ซึ่งได้รับความพึงพอใจในระดับสูง เนื่องจากช่วยลดความขัดแย้ง ลดระยะเวลาและค่าใช้จ่าย และเปิดโอกาสให้คู่ความสามารถหาทางออกร่วมกันได้อย่างเหมาะสม
สำหรับการพัฒนาในระยะต่อไป ผลการวิจัยเสนอให้ยกระดับคุณภาพการบริการอย่างเป็นระบบและเชื่อมโยงกัน โดยสังเคราะห์เป็น“IMPACT Model” ประกอบด้วย 6 องค์ประกอบ ได้แก่ การบูรณาการระบบบริการดิจิทัลและข้อมูล (I: Integrated Digital Service) การกำหนดมาตรฐานการบริหารจัดการและการให้บริการ (M: Management Standardization) การยกระดับประสิทธิภาพกระบวนการให้บริการ (P: Process Excellence) การส่งเสริมการเข้าถึงบริการโดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง (A: Accessibility and Citizen-Centered Service) การพัฒนาการสื่อสารและความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน (C: Communication and Collaboration) และการเสริมสร้างความโปร่งใสและความเชื่อมั่น (T: Transparency and Trust) โดยทั้ง 6 องค์ประกอบเชื่อมโยงและสนับสนุนกัน เพื่อขับเคลื่อนการบริการให้มีคุณภาพ รวดเร็ว โปร่งใส เป็นธรรม และตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ ผลการวิจัยยังเสนอแนวทางพัฒนา 6 กระบวนการสำคัญ ได้แก่ การบังคับคดีแพ่ง การบังคับคดีล้มละลาย การฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทชั้นบังคับคดี การประมูลซื้อทรัพย์และการขายทอดตลาด และการวางทรัพย์ โดยมุ่งเน้นการกำหนดมาตรฐานการปฏิบัติงาน การลดขั้นตอนและระยะเวลาดำเนินงาน การพัฒนาบริการดิจิทัลและระบบติดตามสถานะ การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน และการเพิ่มความโปร่งใส เพื่อยกระดับประสิทธิภาพของกระบวนการบังคับคดี อันจะช่วยส่งเสริมการจัดการหนี้ การฟื้นฟูกิจการ และการหมุนเวียนทรัพย์สินในระบบเศรษฐกิจ สร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน ภาคธุรกิจ และนักลงทุน และเอื้อต่อเสถียรภาพและการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว









