รมว.สธ. สั่ง สบส.นำทีมตรวจโรงพยาบาลเอกชนย่านฝั่งธน สอบข้อเท็จจริงทุจริตแจ้งเกิดต่างชาติสวมสิทธิ์

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข สั่งกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ เข้าตรวจสอบโรงพยาบาลเอกชนย่านธนบุรี หลังพบเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตแจ้งเกิดเพื่อให้ได้มาซึ่งสัญชาติไทย พร้อมย้ำดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา โดยผลการตรวจสอบเบื้องต้นพบการลงนามรับรองเอกสารแจ้งเกิดที่เกี่ยวข้อง 15 ราย และอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินการตามกฎหมาย

วันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ณ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข สั่งการกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (กรม สบส.) นำคณะพนักงานเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีการทุจริตแจ้งเกิดเพื่อให้ได้มาซึ่งสัญชาติไทย ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลเอกชนเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง พร้อมติดตามความคืบหน้าผลการตรวจสอบและให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน

นายพัฒนา ให้สัมภาษณ์ว่า กรณีดังกล่าวเป็นภัยเงียบที่กระทบต่อความมั่นคงของประเทศ ทั้งด้านอาชญากรรมข้ามชาติ สิทธิพลเมือง และเศรษฐกิจ จึงได้สั่งการให้กรมสนับสนุนบริการสุขภาพเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยจากการตรวจสอบพบว่า เจ้าหน้าที่รายหนึ่งซึ่งสามารถสื่อสารภาษาจีนได้ เป็นผู้กรอกเอกสารแจ้งเกิดและรวบรวมเอกสารเพื่อดำเนินการที่สำนักงานเขตธนบุรี สำหรับกรณีมารดาสัญชาติจีน ต่อมา เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานเขตธนบุรีได้มีหนังสือให้โรงพยาบาลตรวจสอบหนังสือรับรองการเกิด หลังได้รับเรื่องร้องเรียนว่ามีการแจ้งข้อมูลอันเป็นเท็จ และต่อมายังได้รับหนังสือจากตำรวจสอบสวนกลางเกี่ยวกับข้อสงสัยการทุจริตทางทะเบียนเพื่อให้ได้มาซึ่งสัญชาติไทย โรงพยาบาลจึงตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง พร้อมมีคำสั่งพ้นสภาพเจ้าหน้าที่ เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา

จากการตรวจสอบเบื้องต้นของพนักงานเจ้าหน้าที่กรม สบส. พบการลงนามรับรองเอกสารการแจ้งเกิดของมารดาสัญชาติจีนและบิดาสัญชาติไทย รวมจำนวน 15 ราย ซึ่งกรม สบส. จะเร่งรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานทั้งหมด เพื่อพิจารณาดำเนินการตาม พระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 อย่างเคร่งครัด หากพบว่ามีผู้ประกอบกิจการหรือผู้ดำเนินการสถานพยาบาลละเลยหรือปล่อยปละให้เกิดการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมาย จะดำเนินการตามอำนาจหน้าที่โดยไม่มีข้อยกเว้น ตรงไปตรงมา โปร่งใส และให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย พร้อมบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันไม่ให้สถานพยาบาลถูกใช้เป็นช่องทางในการกระทำความผิด อันส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของระบบสาธารณสุขและความมั่นคงของประเทศ