“พาณิชย์” พาไทยรุกสร้างพันธมิตร IP บนเวทีโลก จับมือสหภาพยุโรป-ภูฏาน เร่งยกระดับระบบทรัพย์สินทางปัญญารับเศรษฐกิจยุคใหม่

เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส กระทรวงพาณิชย์เดินหน้าภารกิจด้านทรัพย์สินทางปัญญาเชิงรุกในเวทีสากล เร่งสร้างความร่วมมือทวิภาคีกับสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาของสหภาพยุโรปและราชอาณาจักรภูฏาน เพื่อผลักดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดโลก

ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตนได้รับมอบหมายจากรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) นำคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมหารือทวิภาคีกับองค์กรพันธมิตรด้านทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างประเทศและผลักดันนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ในการพัฒนาระบบทรัพย์สินทางปัญญาไทยให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก ควบคู่กับการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการค้าและการลงทุน เพื่อสร้างแต้มต่อทางธุรกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ประกอบการไทยอย่างยั่งยืน

ในการหารือกับสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาแห่งสหภาพยุโรป (European Union Intellectual Property Office: EUIPO) ซึ่งนำโดย Mr. João Negrão ผู้อำนวยการบริหาร EUIPO โดยฝ่ายไทยได้ขอบคุณ EUIPO ที่ให้การสนับสนุนและทำงานร่วมกับกรมทรัพย์สินทางปัญญาของไทยมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมนำเสนอความก้าวหน้าในการพัฒนาระบบทรัพย์สินทางปัญญาของไทยในช่วงที่ผ่านมา ทั้งการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในระบบบริการต่างๆ เช่น AI Image Search และ Trademark Checker เพื่อเป็นเครื่องมือช่วยผู้ประกอบการตรวจสอบความเหมือนคล้ายของเครื่องหมายการค้าเบื้องต้นก่อนยื่นคำขอการพัฒนาบริการ Fast Track สำหรับจดทะเบียนสิทธิบัตร อนุสิทธิบัตร การออกแบบผลิตภัณฑ์ และเครื่องหมายการค้า รวมถึงความคืบหน้าในการปรับปรุงกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาของไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เพื่อเตรียมเข้าร่วมภาคีความตกลงระหว่างประเทศของ WIPO

ดร.กิริฎา กล่าวว่า ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนแนวทางยกระดับความร่วมมือให้สอดรับกับความท้าทายในยุคดิจิทัล โดยมุ่งเน้นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบคำขอและงานบริการด้านทรัพย์สินทางปัญญา การส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของผู้ประกอบการ SMEs โดยใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหลักประกันทางการเงิน (IP Finance) ตลอดจนการแลกเปลี่ยนข้อมูลและแนวปฏิบัติด้านสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เพื่อยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองสินค้า GI และขยายโอกาสทางการตลาดของสินค้า GI ไทยในสหภาพยุโรป

ในโอกาสนี้ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ยังได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างกรมทรัพย์สินทางปัญญา โดยนางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา และสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาแห่งสหภาพยุโรป โดย Mr. João Negrão ผู้อำนวยการบริหาร EUIPO ซึ่งเป็นการต่อยอดความร่วมมือจาก MOU ฉบับเดิมที่กำลังจะสิ้นสุดลงในเดือนตุลาคม 2569

เพื่อยกระดับความร่วมมือให้สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจและเทคโนโลยีในยุคใหม่ โดยมีสาระสำคัญครอบคลุมทั้งการแลกเปลี่ยนข้อมูลและเครื่องมือสารสนเทศ การพัฒนาศักยภาพบุคลากร การบังคับใช้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา และการประเมินมูลค่าและใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาเชิงพาณิชย์ ซึ่งทั้งสองหน่วยงานจะร่วมกันจัดทำแผนการดำเนินงานเพื่อขับเคลื่อนความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

จากนั้น ดร.กิริฎา ได้นำคณะผู้แทนไทยหารือกับ Mr. Sonam Penjor ผู้อำนวยการสำนักงานสื่อสารมวลชน อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ และทรัพย์สินทางปัญญา (Department of Media, Creative Industry and Intellectual Property: DoMCIIP) แห่งราชอาณาจักรภูฏาน โดยทั้งสองฝ่ายได้หารือแนวทางการเตรียมความพร้อมด้านทรัพย์สินทางปัญญารองรับความตกลงการค้าเสรีไทย–ภูฏาน (Thailand–Bhutan FTA) ซึ่งคาดว่าจะมีผลใช้บังคับในวันที่ 1 มกราคม 2570 ซึ่งฝ่ายไทยแสดงความพร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการคุ้มครองและการส่งเสริมสินค้า GI ซึ่งปัจจุบันไทยมีสินค้า GI ที่ขึ้นทะเบียนแล้ว 260 รายการ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 116,253 ล้านบาท นอกจากนี้ ภูฏานยังมีมรดกทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นที่โดดเด่น ซึ่งสามารถต่อยอดด้วยการออกแบบร่วมสมัย ควบคู่กับการใช้ประโยชน์จากเครื่องหมายการค้าและสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นและยกระดับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของชุมชน โดยทั้งสองประเทศสามารถแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในเรื่องนี้ได้

ด้าน นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวว่า การหารือกับ EUIPO และ DoMCIIP ในครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการขยายเครือข่ายความร่วมมือด้านทรัพย์สินทางปัญญากับพันธมิตรระหว่างประเทศ ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาระบบทรัพย์สินทางปัญญาไทยในระยะยาว โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญาจะเร่งขับเคลื่อนความร่วมมือดังกล่าวให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมต่อยอดความร่วมมือกับประเทศและองค์กรระดับนานาชาติอื่นๆ เพื่อสร้างโอกาสใหม่ให้กับผู้ประกอบการไทยในเวทีการค้าโลก